ช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว ผมเขียนถึงเคสๆหนึ่งที่มาเข้า Funnel Workshop ที่ผมจัด

Funnel Workshop เป็น Workshop ที่ไม่เพียงแต่ผมจะพูดถึงกับสร้าง Funnel ที่มันใช้ได้จริงๆ แต่ผมจะแก้ปัญหา “เส้นผมบังภูเขา” ให้ทุกธุรกิจที่เข้าร่วม Workshop ซึ่งมันเป็นอะไรที่เกินคุ้มมากๆ

หลักๆเลยทุกคนจะได้รับ

1. Funnel ที่เหมาะกับตัวเอง (ได้ตั้งแต่ 1 ชั้นไปถึง 5 ชั้นตามจังหวะของธุรกิจ)

2. ทิศทางการเดินหลังจากถางเส้นผมที่บังภูเขาออกหมดแล้ว

มันเป็น Workshop ที่ High Impact มากเพราะเกือบทุกคนที่เข้าร่วมเกิดผลลัพธ์แทบจะทันทีหลังจบ Workshop 

เจ้าของธุรกิจคนนึงบอกว่า ยอดขึ้นทันที 200% และอีกเดือนก็บอกว่าขึ้นอีก 200% และอีกเดือนก็ขึ้นอีก 200% รวมๆแล้วประมาณ 3 เด้ง

อีกท่านหนึ่งบอกว่า ก่อนเข้า Workshop ยังนั่งปวดหัวอยู่เลยว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเงินเดือนลูกน้อง ตอนนี้ไม่กังวลแล้ว และมีรายได้เพิ่มขึ้นทุกเดือน

อีกท่านหนึ่งสามารถทำ New High ได้เลยในเดือนนั้นทั้งๆที่ค่าแอดโฆษณาลดลงเป็นปรากฎการณ์

และที่พีคคือแม่ค้าออนไลน์ท่านหนึ่งที่ขายดีมากๆอยู่แล้วแต่ต้องการยอดขายมากขึ้นโดยที่เหนื่อยน้อยลง

แม่ค้าออนไลน์ท่านนี้มาเพราะต้องการเทคนิคเทพๆกลับไป แต่สิ่งที่ได้กลับไปคือ Funnel 1 ชั้นครึ่งแบบง่ายๆ และสิ่งที่ต้องโฟกัส

1 เดือนหลังจากจบ Workshop เขาส่งข้อความมาบอกว่า 

“ร้านโตไวมาก ยอดขายโตทุกเดือน ตอนนี้ 3 เดือนกำไร 1 ล้านแล้ว เป้าต่อไปคือ กำไรเดือนละ 1 ล้าน”

ผมแสดงความยินดีไปพร้อมกับย้ำคำเดิมที่ย้ำกับเขาใน Workshop

4 เดือนหลังจากวันนั้นเขาส่งข้อความพร้อมรูปมาบอกว่า

“เดือนนี้ผ่านไป 21 วันกำไรใกล้ครบล้านแล้วค่ะ”

อีกไม่กี่เดือนต่อมาเขาส่งข้อความพร้อมรูปมาบอกว่า

===

สวัสดีค่ะอาจารย์

เดือนมีนาคมปิดยอดขายแบบ New High ทั้งยอดขาย ทั้งกำไรที่เกิน 1 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว

ที่ได้คุยกับอาจารย์เป็นประโยชน์มากๆจริงๆค่ะ ทำให้ปิดหูปิดตาได้อย่างมั่นใจไม่หลงไปกับเทคนิคของเพจอื่นร้านอื่น

ขอบคุณมากๆค่ะ อยากส่งสินค้าไปให้อาจารย์ลองค่ะ ส่งที่อยู่มานะคะ

===

และ 1 ปีหลังจากวันนั้น ตอนนี้เขาสามารถซื้อตึกเพิ่มอีก 2 ตึก จ้างคน 40 คน พร้อมๆกับมีเงินนอนนิ่งๆอย่างสุขสบายในบัญชีอีกเกือบๆ 50 ล้านบาท!

เงินเหลือ 50 ล้านบาทใน 1 ปีครึ่งจากที่เคยได้กำไรหลักแสน แค่ยอมโดนผมปิดหูปิดตา

ผมอ่านแล้วว้าวมาก เคสนี้เป็นเคสที่ผมค่อนข้างกังวล กังวลเพราะสิ่งที่เขาต้องการจาก Workshop คือเทคนิคเพิ่มยอดขายที่มันแตกต่าง ที่มันว้าว กังวลเพราะสิ่งที่ผมให้ไปคือความเรียบง่าย ธรรมดา ไม่หวือหวา ไม่น่าโฟกัส ไม่น่าเชื่อว่ามันจะได้ผล ผมอ่ะรู้ว่ามันจะได้ผล แค่กังวลว่าเขาจะไม่เชื่อ

สุดท้ายเขาเชื่อและทำตามแบบไม่เอ๊ะ ไม่อ๊ะ ไม่ถามอะไรมาก คุยกันแค่เอาผลลัพธ์มาโชว์

สิ่งที่ผมบอกให้เขาทำไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าปิดหูปิดตา อย่าไปสนว่าคู่แข่งจะทำอะไร อย่าไปสนว่าพวกกรูรู้วจะพูดอะไร แล้วโฟกัสกฎข้อที่ 1 กฎข้อที่ 5 และกฎข้อที่ 11 ที่อยู่ในคอร์ส 11 Immortal Laws of Successful Copywriting

ถ้าท่านเริ่มเหนื่อยกับการตามล่าหาเทคนิคและต้องการหลักบางอย่างในการทำงานที่จะช่วยให้ได้ทั้งผลลัพธ์ เวลา อิสรภาพ และความสบายใจโดยที่ไม่ต้องสนว่าข้างนอกจะทำอะไร

Audio Course 11 Immortal Laws of Successful Copywriting คือสิ่งที่ผมไม่แนะนำให้พลาดด้วยประการทั้งปวง

อ่านรายละเอียดและสมัครได้ที่ >> https://ohmpiang.com/11-laws/

OHMPIANG
ธีระธรณ์

หลายต่อหลายครั้งปัญหาหลักของเจ้าของธุรกิจ นักการตลาด นักขาย และ Copywriter ที่เข้ามาติดต่อให้ผมเป็นที่ปรึกษาให้คือ

“ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร”

“ธุรกิจถึงทางตัน”

“หมดมุข”

“รู้สึกทำอะไรก็ติดๆขัดๆ”

และทุกครั้งคำตอบของผมคือ ไม่แปลกครับ ผมก็เคยเป็น อันที่จริงผมว่าคนที่ไม่เคยเป็นคือคนที่ไม่ทำ sjk อะไรเลย ดังนั้นมันเป็นเรื่องปกติมากๆที่นานๆครั้งเราจะติดหล่มอยู่ในกับดัก Mindset แบบนี้

ถ้าตอนนี้ท่านรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มาเจอบทความของผม มันน่าจะได้เวลาแล้วแหละที่จะเอาตัวเองออกจากหล่มนั้น

ผมอยากจะบอกว่า ท่านมีพลังที่จะก้าวต่อไปเสมอไม่ว่าอุปสรรคตรงหน้าจะดูยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม

ในการ์ด The Science of Getting Rich มีอยู่ใบหนึ่งบอกว่า

“เมื่อรู้สึกว่าถึงทางตัน จะมีประตูอีกบานเปิดให้เสมอ”

นั่นเพราะท่านมีทางเลือกเสมอ แม้แต่ตอนที่คิดว่าตัวเองไม่มี

ลองคิดดูสิ ท่านสามารถเลือกที่จะคิดถึงอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ และเป็นอะไรก็ได้ และอย่างที่รู้ๆกันในหนังสือ The Power of Your Subconscious Mind บอกไว้ชัดเจน

“ความคิดที่อยู่ในจิตสำนึกของท่าน เมื่อเติมความเชื่อลงไป จะส่งผ่านไปยังจิตใต้สำนึกที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นจริงขึ้นมา”

รู้อย่างนี้แล้ว เป็นผมจะระวังความคิดของตัวเองให้มาก

ถ้ารู้สึกว่าตอนนี้ถูกทุกอย่างควบคุม ชีวิตนี้เหมือนไม่เป็นของตัวเอง ลองจัดเวลาครับ จัดเวลาไปอยู่กับตัวเอง ถ้าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นความจริงที่บอกว่าชีวิตถูกควบคุม ท่านหายไปนั่งสมาธิสัก 7 วันคนหรืออะไรก็ตามที่ควบคุมท่านอยู่ไม่ลำบากหรอกครับ เขามีพลังอำนาจมากพอที่จะควบคุมท่านได้เชียวนะ จะตกม้าตายเพราะท่านขอไปอยู่กับตัวเองจริงดิ

ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อคือ ท่านไม่จำเป็นต้องทำสิ่งต่างๆแบบเดิม ไม่จำเป็นต้องถูกพันธนาการโดยอุปนิสัยและความเข้าใจแบบเดิมๆ

บอกกับตัวเองว่า วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ของชีวิตที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้มากมาย

ต่อไปนี้คือ 5 แนวคิดที่ท่านสามารถใช้เตือนตัวเองได้เมื่อรู้สึกว่ามาถึงทางตัน รู้สึกหมดทางไปต่อ

1. มันเป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่ความจริง

เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกสับสนวุ่นวาย รู้สึกถึงทางตันไปต่อไม่ได้ รู้สึกว่าไม่รู้ว่าจะทำอะไร สัญชาติญาณแรกของมนุษย์คือมองไปรอบๆเพื่อหาแพะ หาต้นเหตุที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ หาใครสักคนที่มันทำให้เราเป็นแบบนี้

ความจริงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์จากต้นเหตุที่ท่านสร้าง ทุกอย่างเริ่มต้นจากข้างใน

สำหรับผม ผมคิดว่ามันยากมากเลยที่จะเปลี่ยนหรือควบคุมปัจจัยภายนอก แต่มันง่ายมากที่จะเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งเหล่านั้น และที่มันน่าสนุกคือเมื่อมุมมองเปลี่ยน สิ่งต่างๆก็เปลี่ยนตาม

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับมุมมองและความรู้สึก

2. สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นอดีตไปแล้ว

ท่านไม่สามารถมีวันนี้ที่สดใสได้หากยังคิด กังวล หรือรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน

ความคิดอย่าง ฉันน่าจะทำแบบนี้ หรือทำไมเราไม่ทำแบบนี้ หรือทำไมเราทำแบบนี้นั้นแทบไม่มีประโยชน์เลย เพราะทุกอย่างเป็นอดีตไปแล้ว

เรื่องนี้ผมก็มีติดแต่โชคดีที่มีครูบาอาจารย์ช่วย ท่านบอกว่า

“อดีตมันผ่านไปหรือยัง ถ้ามันผ่านไปแล้วเอ็งทำอะไรไม่ได้แล้วใช่ไหม? ถ้าเช่นนั้นก็เรียนรู้ สำนึกผิด และไปต่อ อะไรที่มันไม่ดีก็มุ่งมั่นตั้งใจที่จะไม่ทำอีก”

3. มันคือสัญญาณของความเปลี่ยนแปลง

ผมเป็นคนที่มองหาสัญญาณตลอด ผมถูกสอนให้มองหาสัญญาณที่เกิดขึ้นรอบตัว และบ่อยครั้งความรู้สึกแบบนี้คือสัญญาณชั้นดีที่บอกท่านว่า ได้เวลาของการเปลี่ยนแปลงแล้วนะ สิ่งที่ทำอยู่อาจไม่ได้ผลแล้วนะ

เชื่อเถอะว่า ผมเห็นมาเยอะมาก ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงจะมีสัญญาณพวกนี้ ยิ่งเปลี่ยนแปลงใหญ่สัญญาณจะยิ่งแรงตามกฎ Action = Reaction

4. ให้รู้ไว้ว่าสิ่งที่ต้องทำมันอาจไม่ง่าย แต่มันจะคุ้มค่า

บางทีที่กำลังติดอยู่ หรือติดมานานแล้วแต่ไปต่อไม่ได้อาจไม่ใช่เพราะท่านไม่ได้ยังไม่ได้รับคำตอบ แต่แค่ท่านไม่ชอบคำตอบที่ได้รับก็ได้

ผมรู้นะว่าบางครั้งมันต้องใช้ความกล้าหาญและกำลังใจอย่างมากที่จะยอมรับว่าถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว และต้องการความกล้าหาญและกำลังใจมากยิ่งกว่าที่จะยอมรับความรับผิดชอบที่จะตามมาหลังการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงและการเติบโตอาจเป็นเรื่องที่เจ็บปวด เป็นทุกข์ แต่ไม่มีอะไรเจ็บปวดมากไปกว่าการตกไปอยู่ในภาวะหลุมดำที่ทำอะไรก็ไม่ขึ้น เดินต่อก็ไม่ได้ หันหลังก็ไม่เจอใครอีกแล้ว

ความจริงคือความจริง ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ก็ตาม

5. พญามารนามกร “ข้ออ้าง”

ในพระไตรปิฎกมีบอกไว้ว่า ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะบรรลุธรรม ด้วยความอิจฉาพญามารพยายามขัดขวางสารพัด ทั้งส่งธิดามารทั้ง 3 นางตัณหา นางราคา นางอรดี ทั้งยกทัพมามืดฟ้ามัวดิน

เช่นกัน เมื่อมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม อาจจะเส้นชัยอยู่แค่เอื้อม ท่านจะมีพญามารมาขวางเหมือนกัน แต่มาในรูปของ “ข้ออ้าง” ซึ่งเป็นมารที่มาจากข้างในตัวของท่านเอง

หนึ่งในความจริงที่ขมขื่นคือ

“ถ้าหากท่านต้องการสิ่งใดจริงๆ ท่านจะหาทางให้ได้มันมา หาไม่แล้ว ท่านจะมีแต่ข้ออ้างสารพัดที่มันดูดี”

หยุดหาข้ออ้างที่จะไปต่อได้แล้ว หยุดหาข้ออ้างที่จะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว และเริ่มโฟกัสไปที่เหตุผลที่ท่านต้องไปต่อ เหตุผลที่ท่านต้องเปลี่ยนแปลง

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ ข่าวดีคือ ได้เวลาเปลี่ยนแปลงแล้วครับ

ได้เวลาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองแล้ว

สิ่งมหัศจรรย์ ปาฏิหาริย์ไม่เกิดขึ้นหรอกถ้าไม่ทำอะไร

ถามจริงเวลาที่เราบนบานอธิษฐานกล่าวขอพร ขอปาฏิหาริย์เนี่ย เราขอใคร?

สมมติว่าขอพระพิฆเนศวร ท่านจะนั่งรอให้ท่านเหาะเอามาให้ หรือเราควรจะดิ้นรนตรากตรำไปรับด้วยมือเรา

เพื่อให้รู้สึกดีขึ้น (หรือเอาเกลือใส่แผลเพิ่มก็ไม่รู้) ข้ออ้างเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครก็มีครับ แต่ที่บางคนไปต่อได้เพราะเขาหยุดโฟกัสข้ออ้าง หยุดให้คุณค่ามัน และโฟกัสไปที่การก้าวไปข้างหน้า

แต่ถ้าคิดว่าสิ่งที่เจอมันหนักหนามากจนเกินกำลังตัวเอง ผมแนะนำให้หาความช่วยเหลือครับ อย่าไปฝืนหากพยายามมานานแล้ว ผมเองก็เปิดรับความช่วยเหลือหลังจากที่พยายามฉุดตัวเองมา 3 ปี สิ่งที่ผมติดมันเป็นเส้นผมบังภูเขาจริงๆ แต่เพราะมันใกล้ตาไงเลยมองไม่เห็น

คำถามคือ เราพร้อมเปิดรับความช่วยเหลือหรือพร้อมเปิดรับครูบาอาจารย์หรือยัง?

ถ้าพร้อม อีกไม่นานเกินรอท่านจะได้คำตอบ

ขอให้โชคดี

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปคลุกคลีเรียนรู้กับวงการพระเครื่องไม่มากก็น้อย

มันไม่ใช่ว่าผมอยากจะเป็นเซียนพระหรืออะไรนะ ผมมีนิสัยที่อยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และมันก็ไม่เสียหายที่จะรู้เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการดูพระ โปรโมทพระ ปั่นราคาพระ

ทีนี้จะมีอยู่อย่างหนึ่งที่คนในวงการนี้ใช้กัน เมื่อเขาต้องการจะปั่นราคาพระบางรุ่น นั่นคือ

=====

ประสบการณ์

=====

ประสบการณ์ของคนที่ห้อยพระรุ่นนั้นรุ่นนี้แล้วไปเจอเรื่องมหัศจรรย์มา อย่างรถคว่ำไม่ตาย ปืนยิงไม่เข้า ห้อยไว้ไปตีกับคู่อริแล้วโดนฟันเข้าง่ามคอแต่มีดบิ่น ถูกหวย 5 งวดติด ไปจนถึงฉีดโบท็อกซ์แล้วเข็มแทงไม่เข้า หมอบอกให้ถอดพระออกก่อน

ซึ่งเอาจริงๆนะ ถ้าพิจารณานิดนึงหลายเรื่องไม่ต้องใส่พระก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น และผมจะไม่ไปแตะต้องความศรัทธาของใคร

เท่าที่ผมดูมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น มันขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เรื่องที่เกิดขึ้น บางเรื่องรีไซเคิลกันตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อยังหนุ่มจนลูกโตแล้ว

เรื่องนี้ผมเคยถามเซียนพระที่เริ่มสนิทกันเพราะเขาใช้ผมเป็นตัวจับพลังพระ คำตอบที่ได้เปลี่ยนมุมมองการทำงานของผมหลายๆด้านเลย

เขาตอบผมว่า

=====

น้องเจษ สำหรับคนส่วนใหญ่พระที่เขาห้อยคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จริงอยู่ที่พวกเซียนมันใช้ประสบการณ์เดิมๆปั่นกระแส แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไปนะ เพราะยิ่งมีคนรู้จักพระเยอะ ยิ่งมีคนห้อยเยอะ นั่นแปลว่าโอกาสที่จะมีคนทำความดีเกรงกลัวต่อบาปเยอะขึ้น และยิ่งมีคนใส่เยอะขึ้นพลังของศรัทธาจะยิ่งเยอะขึ้น มันคือกฎของตัวเลข ยิ่งคนใส่เยอะ ศรัทธายิ่งเยอะ ประสบการณ์ยิ่งเยอะ ก็ไปดึงคนมาเช่ามาบูชาเยอะขึ้น มันได้ประโยชน์ทุกฝ่าย

=====

สิ่งที่เซียนพระคนนี้พูด ไม่ได้ใช้ได้กับแค่วงการพระ แต่มันใช้ได้กับทุกวงการและทุกอาชีพ แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นจะทำระยะยาวได้ไหมก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพและผลลัพธ์ที่แท้จริง

ที่เล่าให้ฟังทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีอะไรมาก ผมแค่อยากจะชวนเข้ากลุ่มๆนึงสำหรับคนที่เป็นเจ้าของการ์ด The Science of Getting Rich

ผมอยากจะใช้หลักการของวงการพระในการเพิ่มพลังให้การ์ด เพราะเอาจริงๆนะการ์ดนี้เป็นการ์ดที่เกิดประสบการณ์เยอะมากๆ เยอะจนน่าประหลาดใจ

ผมเองเปิดการ์ดเป็นนิสัย เอะอะเปิด เอะอะเปิด เมื่อวานตอนเช้าก็หยิบขึ้นมาสับและถามว่า “อยากให้โปรเจค xxx รุ่ง” แล้วเปิดการ์ด

สิ่งที่ได้คือ “ศรัทธาระหว่างภาวนาไม่แรงเท่าศรัทธาระหว่างลงมือทำ”

ผมมาคิดดูเออ มันก็จริง เราใช้เวลาตระเวณขอพรสำหรับโปรเจคนี้เยอะพอๆกับเวลาที่เอาไปลงมือทำ โดนการ์ดดุไปอีกครา

เอาเป็นว่าผมถ้าท่านสนใจช่วยผมเพิ่มพลังให้การ์ด สามารถเข้าวาร์ปด้านล่างไปอวดการ์ด ไปเล่าประสบการณ์ หรือไปสร้างสีสันในกลุ่มได้เลยครับ

>>> https://www.facebook.com/groups/sogrcard/

อีกเหตุผลหนึ่งที่ตั้งกลุ่มคือ ผมหาที่อวดไพ่แหละ ใจอยากจะโพสท์ไพ่ที่เปิดได้มันทุกวันเลย แต่ดูแล้ว Facebook จะไม่ค่อยชอบ

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

เมื่อวานผมบอกให้ทีมงาน Broadcast ในไลน์ว่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะสั่งซื้อ เสียงย่างเนื้อ Sale Academy Vol. 1 ได้ในราคาพิเศษ

ปรากฎว่าเกิดความโกลาหล… คนที่มีแล้วก็โอนมา คนที่ยังไม่มีก็คิดว่าเป็นหนังสือเสียงย่างเนื้อ

อีเมลนี้เลยจะมาไขความกระจ่างของ 2 อย่างที่กำลังจะหมดโปรโมชั่นแล้วเกิดความสับสนในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา

อย่างแรกที่จะหมดเขตวันนี้

=====

THE OHMPIANG LETTER VOL.2 

=====

THE OHMPIANG LETTER เป็นโปรเจคจดหมายรายเดือนที่ผมเริ่มเมื่อปี 2019 

ทุกเดือนสมาชิก THE OHMPIANG LETTER จะได้รับจดหมายลึกลับที่มีประสบการณ์ กลยุทธ์ เทคนิค แนวคิดเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การตลาด การขาย และการเขียน Copywriting ส่งตรงถึงหน้าบ้าน

จดหมายในที่นี้คือจดหมายจริงๆ แกะซอง เปิดอ่าน และเก็บขึ้นหิ้งได้

THE OHMPIANG LETTER มีทั้งสิ้น 18 ฉบับ (Vol. 0 – 17) 

มันเป็นความตั้งใจของผมที่จะทำ Vol. 1 – 17 ออกมาเป็นเวอร์ชั่นหนังสือเสียง นั่นแปลว่าสมาชิกเก่าจะได้รับทั้งเวอร์ชั่นจดหมายและหนังสือเสียง ส่วนลูกค้าใหม่จะได้รับหนังสือเสียงเป็นหลัก ถ้าฉบับไหนยังมีเวอร์ชั่นจดหมายอยู่ผมกำชับให้ทีมงานส่งให้อยู่แล้ว

THE OHMPIANG LETTER VOL.2 ที่เหลือแค่วันนี้ที่จะได้ราคาพิเศษ เหลือแค่เวอร์ชั่นหนังสือเสียงแล้ว แต่ถ้าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ท่านเคยสั่ง THE OHMPIANG LETTER ท่านจะได้รับ THE OHMPIANG GROWTH FACTOR (Vol.0) ส่งตรงถึงบ้านฟรีแน่นอน

THE OHMPIANG LETTER VOL. 2 พลังของการ Leverage ในธุรกิจ และตัวอย่างเคสของการใส่แรงเพิ่มเพียง 10% แต่ได้กำไรกลับมาเกือบ 2 เท่า พร้อมๆกับเปิดเผยแอดโฆษณาระดับตำนานและเหตุผลว่าทำไม Ad นั้นถึงเป็นตำนาน

ตอนนี้เหลือแค่เวอร์ชั่นหนังสือเสียง (ฟังผ่านแอพ OHMPIANG)  ราคา 2,190 บาท วันนี้วันสุดท้ายแล้วก่อนปรับเป็น 2,490 บาทหรือมากกว่า

พิเศษ! สั่งซื้อ The Ohmpiang Letter Vol. 2 วันนี้รับฟรีหนังสือ The Ohmpiang Growth Factor มูลค่า 2,190 บาทส่งตรงถึงบ้าน

สนใจติดต่อทีมงานที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) บอกทีมงานว่า “The Letter Vol. 2”

อย่างที่สองที่จะหมดเขตวันนี้เช่นกัน

=====

เสียงย่างเนื้อ Sale Academy

=====

เสียงย่างเนื้อ Sale Academy ไม่ใช่ หนังสือเสียงย่างเนื้อ และไม่ใช่หนังสือเสียงย่างเนื้อเวอร์ชั่นหนังสือเสียง

แต่เสียงย่างเนื้อ Sale Academy คือโปรเจคคล้ายๆ THE OHMPIANG LETTER แต่แทนที่จะส่งจดหมาย จะเป็นปลดล็อคหนังสือเสียงให้ฟังในแอพ OHMPIANG แทน

เสียงย่างเนื้อ Sale Academy จะเน้นหนักไปที่การขายนอกคอก นอกตำรา และวิชาการเขียน Copywriting ที่ไม่เป็นสองรองใคร

มีสมาชิก THE OHMPIANG LETTER หลายท่านติดต่อมาบอกให้เปิดระบบสมาชิกได้แล้วซึ่งผมก็อยากทำมาก แต่ติดแค่ตอนนี้ระบบชำระเงินยังไม่เสถียร ผมไม่รู้ว่า Paypal จะเอายังไง ลองศึกษาระบบอื่นก็ไม่ตอบโจทย์

ไว้ถ้าระบบสมาชิกเรียบร้อยแล้วจะมาแจ้งอีกครั้งนะครับ ขอบคุณสำหรับความไว้ใจล่วงหน้าเลย

เสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 : เพราะที่ผ่านมาเกมการขายของท่านถูกโกง และทำให้ยากแบบไร้สาระ (หนังสือเสียงฟังผ่านแอพ OHMPIANG) ราคา 900 บาทจากปกติ 1,590 บาท วันนี้วันสุดท้าย

สั่งซื้อกับทีมงานที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) บอกทีมงานว่า “Sales Academy V.1”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> http://bit.ly/ssavol1

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

หมายเหตุ – ทั้ง 2 อย่างเป็น Audio ที่มีความยาวไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

น่าจะซักปีที่แล้ว ผมอ่านบทความนึงพูดถึงพนักงาน Agency โฆษณาของญี่ปุ่นที่เสียชีวิตจากการทำงานหนัก

เธอโหมทำ OT ประมาณ 150 ชั่วโมงต่อเดือนโดยยอมหยุดแค่ 2 วัน

จริงอยู่ที่คนญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่พอผมอ่านจบก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า บ้าไปแล้ว! มันต้องทำอะไรมากขนาดนั้น

ในข่าวบอกว่าทำงาน Agency โฆษณา ถ้างั้นงานหลักๆก็ไม่พ้นทดสอบแอด, เก็บตัวเลข, ทำรายงานส่ง, ประสานงาน, คิดแอด ใหม่ และวนกลับไปทดสอบ

ซึ่งถ้าพูดถึงเนื้องานแล้ว ผมว่าเจ้าของธุรกิจรวมถึงเพื่อนใน Facebook ที่ผมรู้จักหลายคนกำลังใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่

ลูกค้าของผมหลายคนมากโหมทำงานอย่างหนักเพื่อขยายธุรกิจและเพิ่มยอดขาย

ผมเห็นเขาทดสอบแอด Facebook กันอย่างจริงจัง มากสุดเคยเห็นทดสอบทีละมากกว่า 100 แอด ผมเห็นความพยายามที่จะทำให้ได้วันละ 100 บ้าน 1,000 บ้าน 10,000 บ้าน!!

ลองนึกถึงเวลา ความทุ่มเท และความเสียสละที่ต้องใส่ลงไปสิ… ยอดมนุษย์ชัดๆ 

ฟรีแลนซ์ที่ผมรู้จักหลายคนก็รับงานจนผมคิดในใจว่า เงินที่ได้จะเข้ากระเป๋าตัวเองหรือกระเป๋าโรงบาลฟะ แถมตอนนี้นอกจากโรงบาลยังมีโรงหมอดูกับไอเทมสายมูอีกที่กลายเป็นปัจจัยข้อ 6 ต่อจากมือถือ เรียกว่าไม่มีไม่ได้ใจมันหวิวๆ

ทุกครั้งที่เห็นคนทดสอบแอดโฆษณา อย่างหนัก หรือตะบี้ตะบัน Live หรือวันๆโพสท์แต่รูปทำงาน ผมจะเดินไปส่องกระจกไม่ก็คุยกับคนใกล้ตัวว่า “นี่เราทำอะไรผิดไปป่าวฟะ?”

คือ ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะ มันเหมือนอยู่ในโลกที่ทุกคนทำงานหนัก แต่ตัวผมเองกำลังนั่งจิบน้ำมะพร้าวอยู่หน้าคอมอะ ทั้งๆที่ผมเองก็ทำงานตลอดเหมือนกัน

แต่ก็นะ… ผมเป็นใครจะเที่ยวไปวิจารณ์วิธีการทำธุรกิจของชาวบ้าน

เอาเป็นว่าแทนที่จะวิจารณ์ ผมมาเสนอทางเลือกเพิ่มดีกว่า

เหตุผลนึงที่ทำให้เจ้าของธุรกิจต้องทำงานหนักตลอดเวลาคือ ไม่รู้จะโฟกัสตรงไหน

จากประสบการณ์ของผม ถ้าวันนี้เจ้าของธุรกิจอยากได้ยอดขายเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่แล้วจะมีทางออกแค่มิติเดียว นั่นคือ หาลูกค้าใหม่ และทำยังไงถึงจะมีลูกค้าใหม่น่ะหรอ ก็ยิงแอด คิดแอด ทดสอบแอด วนไปไง

นั่นแหละที่ทำให้เหนื่อย (โคตร) เพราะมันไม่ต่างจากการถีบเรือเป็ดในสวนลุม ในขณะที่ตัวเงินตัวทองที่น่าจะกินไอ้เข้เข้าไปกำลังว่ายน้ำตามอยู่ และคนข้างๆช็อคสลบไปแล้ว

มันทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด ทั้งไม่รู้ว่าทางไหนที่ดีที่สุด

ปัญหานี้จะหมดไป ถ้าท่านเข้าใจว่า การเพิ่มยอดขาย หรือขยายธุรกิจ มันมีด้วยกัน 3 มิติ ไม่ใช่แค่มิติเดียว และท่านไม่จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

ผมไม่ได้กำลังจะบอกให้ท่านหยุดทดสอบแอดโฆษณา ไม่ได้กำลังจะบอกให้ท่านทิ้งเป้า 100 บ้าน 1,000 บ้าน 10,000 บ้าน

แต่ผมกำลังจะบอกให้ท่านเพิ่มให้ตรงจุดแค่อีก 10% เท่านั้น จะได้ไม่เสี่ยงตายคาโต๊ะทำงานเนื่องจากทดสอบแอดจนหัวใจวาย หรือคิด Content หนักเกินไป

THE OHMPIANG LETTER VOL. 2 พูดถึงเคล็ดลับการใช้ตัวเลข 10% ในการสร้างผลลัพธ์ 2 เท่า พร้อมๆกับเปิดเผยแอดโฆษณาระดับตำนานและเหตุผลว่าทำไม Ad นั้นถึงเป็นตำนาน

ตอนนี้เหลือแค่เวอร์ชั่น Audio Book ราคา 2,190 บาท (ฟังผ่านแอพ OHMPIANG) ราคานี้ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้เท่านั้น

พิเศษ! สั่งซื้อ The Ohmpiang Letter Vol. 2 วันนี้รับฟรีหนังสือ The Ohmpiang Growth Factor มูลค่า 2,190 บาทส่งตรงถึงบ้าน

สั่งซื้อติดต่อทีมงานที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) บอกทีมงานว่า “The Letter Vol. 2”

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ปล. สำหรับอดีตสมาชิก The Ohmpiang Letter ทุกคนที่เคยได้รับ Volume 2 ไม่ต้องกังวลไป ท่านสามารถติดต่อทีมงานเพื่อเช็คสถานะสมาชิกและเข้าไปฟังได้เลย

ว่าด้วยเทคนิคการเลือกหนังสืออ่าน….

หนึ่งในคำถามที่ถามมาเยอะคือ ผมมีวิธีในการเลือกหนังสืออ่านอย่างไร?

คำตอบของคำถามที่เรียบง่ายนี้มีทั้งเชิงหลักการและกลยุทธ์

บางคนอาจจะบอกว่า โหย โคตรเว่อร์ แค่เลือกหนังสืออ่านเองเนี่ยนะ

ใช่ครับ โคตรเว่อร์ครับ แต่ลองคิดดูดีๆสิว่า หนังสือเล่มหนึ่งสามารถทำอะไรให้ชีวิตของท่านได้บ้าง ไหนจะเวลา ไหนจะเงิน และไหนจะกระบวนการต่างๆ.ที่มันต้องมีหลักการ มีกลยุทธ์ก็เพราะการ Unlearn มันยากกว่าการ Learn หลายเท่า ดังนั้นมันก็ต้องละเอียดรอบคอบกันหน่อย

หลักการหนึ่งเดียวที่ผมใช้คือ

“เลือกอ่านหนังสือที่คนสำเร็จหรือไอดอลของเราอ่านตอนเริ่มต้น”

ผมจะไม่อินกับหนังสือที่คนสำเร็จกำลังอ่านตอนที่สำเร็จมาก แต่ผมจะอินและพยายามเงี่ยหูฟังมากๆว่า ตอนที่เขาเริ่มต้น ตอนที่เขาอยู่ในหลุมดำ ตอนที่เขากำลังต่อสู้ดิ้นรน ตอนที่เขาไม่เหลืออะไร เขาอ่านอะไร และหนังสือเล่มไหนฉุดเขาขึ้นมาจากสถานการณ์นั้น

ที่เป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะผมเองก็กำลังดิ้นรนอยู่ ความจริงมันควรจะเป็น เลือกอ่านหนังสือที่คนสำเร็จหรือไอดอลอ่านตอนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา แต่มันยากไปไง ส่วนใหญ่เขาจะบอกแค่ตอนที่เขาดิ้นรน.ความสำเร็จทิ้งร่องรอยเสมอ และหนังสือที่คนสำเร็จอ่านตอนเริ่มต้นสร้างตัวคือ ร่องรองที่ดีและทรงพลังที่สุดแล้ว.ทีนี้มาถึงกลยุทธ์

ผมมีกลยุทธ์ 3 ข้อเท่านั้นในการเลือกหนังสืออ่าน

ข้อแรก เลือกไอดอลหรือคนสำเร็จของเราให้ดี

วิธีเลือกนั้นง่ายมาก อย่าไปฟังที่เขาพูดมาก คนสำเร็จพูดอะไรก็ฟังดูมีเหตุผลอยู่แล้ว ยิ่งเราเป็นติ่งด้วย พูดอะไรมันหล่อไปหมด ดังนั้นดูว่าเขาใช้ชีวิต มีหลักในการทำงาน มีผลลัพธ์อย่างไร

อย่าไปดูความสำเร็จของเขา ดูการใช้ชีวิตของเขา ดูคนรอบข้างเขา ดูสังคมของเขา เพราะความสำเร็จที่โพสท์ๆอยู่อาจเป็นแค่ภาพลวงตา

ถามตัวเองให้จบ ต้องการความสำเร็จของเขาหรือไลฟ์สไตล์แบบเขา

ข้อสอง เงี่ยหูฟังดีๆ.ถ้าเลือกไอดอลถูกต้อง ในบทสัมภาษณ์ ในบทความ หรือในทุกงานสัมมนา เขาจะมีเอ่ยถึงหนังสือที่เขาอ่านตอนเริ่มต้น หรือไม่ก็คนที่ฉุดเขาขึ้นมาจากจุดต่ำสุด

แต่ถ้าเขาไม่ไหว้ครูเลย ไม่ให้เครดิตอะไรเลย ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของเขาเอง ผมจะพูดในใจว่า “ขอบคุณครับ คุณจะเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของผมตลอดไป” จากนั้นผมจะหาไอดอลใหม่ เพราะโอกาสที่ผมจะได้แต่แรงบันดาลใจมีสูงมาก

ถามว่าต้องการไหมแรงบันดาลใจ ต้องการสิ แต่ผมต้องการมากกว่านั้นด้วย ผมต้องการจะสร้างรากฐานทางความคิด ผมต้องการรากฐานที่จะส่งผมบินสูงแบบที่ไอดอลของผมทำได้ แรงบันดาลใจอย่างเดียวมันไม่พอ

ข้อสาม ทำตามทันที

บ่อยครั้งที่ผมอ่านหนังสือแล้วเจอชื่อหนังสือบางเล่ม หรือฟังบทสัมภาษณ์แล้วได้ยินชื่อหนังสือจากปากคนให้สัมภาษณ์ ผมจะสั่งซื้อทันทีแบบไม่คิดอะไรมาก

ต่อให้ค่าส่งจะแพงแค่ไหนก็ตาม เพราะส่วนใหญ่หนังสือที่เขาพูดกันไม่มีเป็นภาษาไทย หนังสือ 500 ค่าส่ง 1600 อะไรประมาณนี้

ต่อไปนี้คือรายนามหนังสือที่ผมอ่านตอนเริ่มต้น เผื่อมันจะมีประโยชน์สำหรับท่าน

แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ผมยังไม่สำเร็จถ้าเงินในบัญชีร้อยล้าน พันล้าน หรือแม้แต่หมื่นล้านคือนิยามของความสำเร็จ ชีวิตของผมตอนนี้คือ ตื่นนอนตี 4 นั่งสมาธิ ฟังออดิโอ เขียนอีเมล จากนั้นจะทำอาหารเช้าให้ลูกชายกิน และหลังจากนั้นก็ฟรีสไตล์อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ ตอนบ่ายรอเล่นกับลูกหลังกลับจากโรงเรียน

ถ้าอิสรภาพที่จะทำอะไรก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ กับใครก็ได้คือสิ่งที่ท่านกำลังตามหา หนังสือทั้งหมดนี้คือหนังสือที่ผมอ่านตอนเริ่มต้น แบบแบ่งเป็นหมวดๆ

ปรับ Mindset / Reset ความเชื่อ / ถอนคำสาป

The Science of Getting Rich

The Power of Your Subconscious Mind

นอร่าที่รัก

คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก (มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป)

The Purpose Driven Life (มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป)

การขาย / การตลาด / Copywriting / ธุรกิจ

เดชคัมภีร์ลับนักขายมือโปร

Scientific Advertising

Adams : The Story of Successful Businessman

Tested Selling เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำรา

Intensive Copywriting

How to win friends and influence people (มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป)

See you at the top (มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป)

นิยาย (ระวัง อย่าได้เริ่ม)

เพชรพระอุมา (มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป)

Douluo Dalu (ไม่แน่ใจว่ามีคนแปลหรือยัง)

หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์