ตั้งแต่เริ่มออกมาพูดเรื่องกลยุทธ์ธุรกิจ การตลาด การขาย และ Copywriting เมื่อปี 2016

หนึ่งในบริการที่ผมเนื้อหอมมากๆ คือ การเป็นที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ธุรกิจ ที่ปรึกษาการตลาด ที่ปรึกษาการขาย และที่ปรึกษาการเขียน Copywriting

ในแต่ละปีผมจะรับเป็นที่ปรึกษา VIP ให้ 5 ธุรกิจ และนานๆครั้งถ้าว่างจะรับเป็นที่ปรึกษารายวันสำหรับแก้ปัญหาและให้คำแนะนำทั่วไป

ที่ว่างสำหรับ VIP ทั้ง 5 ธุรกิจที่ผมช่วยวางกลยุทธ์ สร้าง Funnel ดูแลสคริปต์การขาย และช่วยรีวิว Content + Copywriting ไม่ได้เปลี่ยนมา 3 ปีแล้ว ทุกคนยัง Happy ดีอยู่และไม่มีทีท่าว่าจะลาออกจากการเป็น VIP

ส่วนงานที่ปรึกษารายวันที่มีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ ผมมีอัตราการปฏิเสธงานถึง 90%!  นั่นแปลว่าติดต่อเข้ามา 10 ผมรับแค่ 1 ธุรกิจเท่านั้น

ผมไม่ได้หยิ่ง และไม่ได้ปฏิเสธมั่วซั่ว ทุกเคสที่ติดต่อเข้ามาผมมีแค่ 2 หลักเกณฑ์ในการเลือกรับงาน

1. ผมจะเข้าไปดูว่าเขาเป็นนักเรียนร้อยสำนัก นักสะสมคอร์สออนไลน์ หรือติ่งกูรูไหนเป็นพิเศษไหม

ถ้าคำตอบคือ ใช่ ผมจะปฏิเสธทันที เพราะโอกาสที่สิ่งที่ผมพูดมันจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาเรียนมามีสูงมาก ทำๆไปจะมีแต่เอ๊ะแต่อ๊ะ ไม่ก็จบจากผมไปก็ไปไล่ตามหาสำนักอื่นต่อ

มันไม่ผิดอะไร การเรียนรู้เป็นเรื่องที่ดี ผมแค่มีจุดยืนไม่ให้คำปรึกษาขัดแย้งกับใคร และการเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อที่ฝังหัวไปแล้วเป็นกระบวนการที่ใช้พลังงานเยอะเกินไป

ถ้าข้อนี้ผ่าน ผมจะเข้าไปศึกษาธุรกิจที่เขาทำ จากนั้นจะไปข้อถัดไป

2. ผมจะเช็คว่าเขารู้จักผมดีแค่ไหนและเห็นค่าเวลาของผมจริงไหม

คนที่ติดตามผมมานานย่อมรู้ดีว่าผมเห็นคุณค่าของเวลาขนาดไหน ทั้งของตัวผมเองและของคนที่ผมคุยด้วย

ผมจะให้ผู้ช่วยของผมโทรไปแจ้งรายละเอียดค่าใช้จ่าย พร้อมเงื่อนไขการชำระเงินที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน จากนั้นค่อยนัดเวลาสัมภาษณ์กันสั้นๆว่าต้องการให้ผมช่วยอะไร และหลังสัมภาษณ์จบค่อยนัดวันนัดพบ

แน่นอนด้วยค่าตัวของผมที่สูงพอประมาณ ผมค่อนข้างจะคาดหวังให้ทุกคนที่ได้ยินบอกว่า ราคาสูงและขอกลับไปคิดดูก่อน ซึ่งตรงนี้ผมจะยังไม่ปฏิเสธ ผมไม่ได้ใจร้ายหรือต้องการบีบบังคับใครขนาดนั้น

แต่ Keyword ที่จะทำให้ผมปฏิเสธทันทีเลยคือ “ยังไม่ชัวร์ว่าอาจารย์จะช่วยอะไรได้” หรือ “ขอคุยก่อนได้ไหม” หรือ “พอจะบอกได้ไหมว่าอาจารย์เคยรับเป็นที่ปรึกษาที่ไหนมาบ้าง”

ล่าสุดสดๆร้อนๆเลย ผมเพิ่งบอกให้ผู้ช่วยปฏิเสธไปท่านหนึ่งเพราะมี 1 ใน 3 Keyword นี้ในการสนทนา

ผมมีเหตุผลที่ดีมากๆในการปฏิเสธ Keyword เหล่านี้ และเบื้องหลัง Keyword เหล่านี้ชี้มาที่เหตุผลๆเดียว

=====

เขายังไม่รู้จักผมดีพอ

=====

ไม่รู้จักดีพอนี่ไม่ใช่ยังไม่รู้ฤทธิ์เดชของผมหรืออะไรเทือกนั้นนะ ไม่รู้จักดีพอคือ ยังไม่รู้หรือยังไม่ได้ศึกษาหรือยังไม่ได้ส่องว่าผมสามารถทำอะไรหรือช่วยอะไรได้บ้าง

อารมณ์ประมาณไปแว่วมาจากต้นไม้ข้างบ้านว่าช่างไม้คนนี้ช่วยแก้ปัญหาประมาณนี้ได้ ก็เลยลองติดต่อมาดู ซึ่งมันจะเป็นปัญหาแน่นอนเพราะถ้ายังไม่รู้จักกัน น้ำหนักของคำแนะนำของผมจะลดลงทันที และนั่นคือความเสี่ยง

เขาไม่ผิดเลย มันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่จะรู้สึกเช่นนี้ หน้าที่ของผมคือช่วยให้เขารู้จักผมได้ดีมากขึ้น ซึ่งบ่อยครั้งสิ่งที่ผมแนะนำก็เกินพอจนไม่ต้องให้ผมเป็นที่ปรึกษาแล้ว

เคสล่าสุดผมแนะนำให้ผู้ช่วยของผมปฏิเสธงานที่ปรึกษาไปอย่างสุภาพ และให้เขารู้จักกับผมผ่าน The Ohmpiang Letter เสียก่อน

Volume ที่ผมแนะนำให้เริ่มสำหรับเคสที่ปรึกษาที่ต้องการผลลัพธ์เร่งด่วนโดยไม่ต้องการเพิ่มงบการตลาดคือ Volume 2 : พลังของการ Leverage ในธุรกิจ และตัวอย่างเคสของการใส่แรงเพิ่มเพียง 10% แต่ได้กำไรกลับมาเกือบ 2 เท่า ที่ตอนนี้เหลือแค่เวอร์ชั่น Audio Book แล้ว

The Ohmpiang Letter Vol. 2 : พลังของการ Leverage ในธุรกิจ และตัวอย่างเคสของการใส่แรงเพิ่มเพียง 10% แต่ได้กำไรกลับมาเกือบ 2 เท่า เวอร์ชั่น Audio Book ราคา 2,190 บาท (ฟังผ่านแอพ OHMPIANG)

พิเศษ! สั่งซื้อ The Ohmpiang Letter Vol. 2 วันนี้รับฟรีหนังสือ The Ohmpiang Growth Factor มูลค่า 2,190 บาทส่งตรงถึงบ้าน

ถ้าสนใจสามารถติดต่อทีมงานที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) บอกทีมงานว่า “The Letter Vol. 2”

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ปล. สำหรับอดีตสมาชิก The Ohmpiang Letter ทุกคนที่เคยได้รับ Volume 2 ไม่ต้องกังวลไป ท่านสามารถติดต่อทีมงานเพื่อเช็คสถานะสมาชิกและเข้าไปฟังได้เลย

หนังสืออภินิหารที่ผมอ่านทุกเล่มพูดตรงกันหมด ก่อนจะเกิดเหตุการณ์สำคัญบางอย่างขึ้น ผู้มีญาณวิเศษแก่กล้าทั้งหลายมักจะได้รับสัญญาณเตือนก่อน

ผมไม่ได้มีพลังพิเศษหรอก แต่บังเอิญในถ้ำติดตั้งระบบสอดแนมเอาไว้ และทุกครั้งที่จะถึงจุดเปลี่ยนเรื่องการตลาด สัญญาณเตือนมันจะดังขึ้นเมื่อเจอการสะกิดบางอย่าง

ยกตัวอย่างง่ายๆ คำพยากรณ์ Facebook และการล่มสลายของเหล่าปิศาจความฝัน

ระบบในถ้ำแม่นยำตั้งแต่รุ่น 1.0 รุ่นปั๊ม 100,000 Like สร้างความน่าเชื่อถือ

จนมารุ่น 2.0 Content ทั้งแผ่นดิน ก็ยังแม่น

แล้วก็รุ่น 3.0 Live + VDO ครองเมือง ก็ไม่พลาด

และตอนนี้อย่างที่ผมบอกใน THE OHMPIANG LETTER VOL. 1 รุ่น 4.0 ยิง Ad ระบบสอดแนมส่งสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ 2019

เริ่มจากเดจาวูกองทัพ Keyword ที่มาอย่างต่อเนื่องใน Inbox

“ค่า Ad แพง ขอคำแนะนำ” “ทำไงดีมีแต่คนดูไม่มีคนซื้อ” “คนสนใจเยอะมาก แต่ไม่มียอด” “เรื่อง Ad หนูมั่นใจสุดๆ แต่ทำไมแทบไม่กำไร”

ตามมาด้วยเสียงโหยหวนจากบนหน้า Feed อย่าง

“อนุมัติยาก” “ปิด Account กรูทำไม” “มาร์คแม่งเอาแต่เงิน” “ยอด 3 วันดี 4 วันไข้” “ทำไมต้องมาปิด Ad ทำเงินด้วย”

รวมไปถึงเสียงกระซิบตามวงสนทนากรูรู้วอย่าง

“แต่ก่อนกำไรออเดอร์ละ 200-300 บาทอยู่ได้ แต่ตอนนี้ต้อง 500 บาทขึ้นไป ไม่งั้นแทบไม่มีกำไร” “ค่าแอดแพงขึ้นเยอะมากไปสอนเทรดคริปโตดีกว่า”

สิ่งที่น่ากลัวคือ คำพูดเหล่านี้อยู่มาตั้งแต่ 2019 แล้วและไม่ต้องใช้พลังพิเศษก็รู้ว่ามันจะอยู่ตลอดไป

แต่ไม่ว่าสัญญาณจะเตือนยังไง หรือยุคต่อไปจะถูกสถาปนาโดยเจ้าสำนักคนไหน

ญาณมนุษย์ถ้ำส่งสัญญาณบอกว่าโฟกัส รุ่น “ทำเงินล้าน ไม่เน้นยิง Ad” ให้ได้ สำเร็จวิชานี้และชีวิตจะสบายขึ้น

แต่ก็นะ… ผมก็ไม่ได้อยากให้ยึดติดกับรุ่นมาก เพราะต่อให้รุ่น 5.0 มาถึง ก็ยังมีคนรุ่น 1.0 ทำเงินได้อยู่ดี

และต่อให้รุ่น 10.0 มาถึง ผมก็ฟันธงว่าจะยังมีคนรุ่น 3.0 ทำเงินได้อยู่ดี

มันไม่เกี่ยวกับรุ่นไหนเลย เลือกเอาสักรุ่นที่ตรงจริต แล้วไปให้สุด

Facebook มันเป็นแค่ช่องทาง (เหมือน TV, วิทยุ, หนังสือพิมพ์) ที่ต้องใช้ให้เป็น ไม่ใช่ไปหมกมุ่นกับมัน

อยากได้ยอดขายเพิ่มใช่ไหม?

Mentor ของผมบอกตลอดว่า มันมีแค่ 3 วิธีเท่านั้นที่ต้องโฟกัสถ้าต้องการเพิ่มยอดขาย และหมกมุ่นกับ Facebook ไม่ใช่หนึ่งในนั้น

3 วิธีนั้นผมบอกไว้โดยละเอียดใน The Ohmpiang Letter Vol. 2 : พลังของการ Leverage ในธุรกิจ และตัวอย่างเคสของการใส่แรงเพิ่มเพียง 10% แต่ได้กำไรกลับมาเกือบ 2 เท่า

เพื่อให้เห็นภาพ 3 วิธีนี้ในสนามรบและสามารถนำไปใช้ได้เลย ผมยกตัวอย่างเคสจริงที่ปรับการทำงานแค่ 10% แต่ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 800%!

800% โดยไม่ได้ไปแตะต้องการยิงแอดเลย เคยยิงแบบไหน ก็แบบนั้นเลย

800% โดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย ปรับนิดเดียวจริงๆ

ที่สำคัญผมมั่นใจว่าไม่ว่าใครก็ทำได้ และผลลัพธ์มันการันตี

The Ohmpiang Letter Vol. 2 : พลังของการ Leverage ในธุรกิจ และตัวอย่างเคสของการใส่แรงเพิ่มเพียง 10% แต่ได้กำไรกลับมาเกือบ 2 เท่า เวอร์ชั่น Audio Book ราคา 2,190 บาท (ฟังผ่านแอพ OHMPIANG)

พิเศษ! สั่งซื้อ The Ohmpiang Letter Vol. 2 วันนี้รับฟรีหนังสือ The Ohmpiang Growth Factor มูลค่า 2,190 บาทส่งตรงถึงบ้าน

ติดต่อทีมงานที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) บอกทีมงานว่า “The Letter Vol. 2”

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ปล. สำหรับอดีตสมาชิก The Ohmpiang Letter ทุกคนที่เคยได้รับฉบับนี้ไม่ต้องกังวลไป ติดต่อทีมงานเพื่อเช็คสถานะสมาชิกและเข้าไปฟังได้เลย

สืบเนื่องจากบทความ เพราะความล้มเหลวและเสียงดูถูกคือสัญญาณของความสำเร็จ

พอดีเห็น Comment หนึ่งที่บอกว่าเจอแรงต้านจากหลายๆคนในมุมมองที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็พยายามเดินตามเส้นทางที่หนังสือที่ผมแปลและแนะนำปูไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น เดชคัมภีร์ลับนักขายนอกตำรา, Scientific Advertising และ Intensive Copywriting แม้ว่าจะมีคนหัวเราะเยาะใส่และดูถูก

ผมอยากจะพูดไว้ชัดเจนตรงนี้นะครับ หนังสือทุกเล่มที่ผมแปลจะมีคุณสมบัติหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ “อยู่เหนือกาลเวลา” นั่นแปลว่าสามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าช่องทางในสมัยนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม

อีกอย่างคือ ผู้เขียน (เจ้าของวิชา) ล้วนมีผลลัพธ์และประสบความสำเร็จอย่างสูง หลายคนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์มากมาย หลายคนเปลี่ยนชีวิตคนนับล้านทั่วโลก

คำแนะนำคือ ชั่งน้ำหนักก่อนจะเชื่อคำวิจารณ์และเสียงหัวเราะเหล่านั้น ว่ามีน้ำหนักพอที่เราจะเชื่อไหม

พูดง่ายๆ เขาเคยทำอะไรมา มีผลลัพธ์อะไร หรือเรารู้จักเขาดีขนาดไหน เราถึงต้องเชื่อ?

เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ผมไปเจอโพสท์นึงเกี่ยวกับคุณแม่คนหนึ่งที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้วไปเจอหมอปากพล่อย

(ผมต้องขออภัยอย่างสูงจริงที่จำชื่อเพจไม่ได้ ถ้าใครเคยอ่านแล้วชี้เป้าได้ ผมอยากจะให้เครดิตเพจนั้น)

เรื่องมีอยู่ประมาณว่า คุณแม่คนนี้พยายามเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาตลอด และตั้งใจว่าจะเลี้ยงด้วยนมแม่ไปให้นานที่สุด.อยู่มาวันหนึ่งเขาไปหาหมอ หมอกลับพูดว่า นมแม่หลัง 6 เดือนไม่มีประโยชน์แล้ว มันไม่มีค่าอะไรสำหรับลูกแล้ว ทำไปทำไม ไม่มีประโยชน์

คุณแม่ท่านนั้นก็ใจเสียมาก แต่ยังดีและต้องบอกเลยว่าน่าชื่นชมมากๆที่ตั้งสติได้และไม่ยินยอมต่อการ Bully แม้จะเป็นคนในเครื่องแบบ และถามกลับไปว่า “ตำราไหนคะที่บอกว่านมแม่ไม่มีประโยชน์หลัง 6 เดือน”

พอได้ยินคำถามนั้น หมอปากพล่อยคนนั้นก็อึกอักๆ และตอบกลับมาว่า “คนเฒ่าคนแก่เขาบอกมา”

ในชีวิตของท่านจะมีหมอปากพล่อยแบบนี้โผล่มาเรื่อยๆ คนที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจ มีสถานะมากพอที่จะพูดอะไรก็ได้ และเชื่อเถอะว่าบ่อยครั้ง ความคิดเห็นของเขามาจากที่คนเฒ่าคนแก่บอกมา ไม่ก็คนแถวบ้าน หรือซ้ำร้ายอาจเป็นต้นไม้ข้างบ้าน

ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากที่บอกท่านว่าผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีตำแหน่งไม่ได้รู้และหวังดีจริงๆกับเราทุกครั้ง

อีกครั้งขอชื่นชมคุณแม่ท่านนี้มากๆนะครับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีกผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องของผมเอง

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว (เวลาผ่านไปเร็วมาก…) ตอนที่ผมตัดสินใจเริ่มต้นเส้นทางเขียน Copywriting

ตอนนั้นผมอ่านหนังสือ ผมลงทุนเรียนรู้ ผมลงทุนแรง ผมลงทุนเวลา ผมลงทุนพลังงาน ผมแลกอะไรหลายๆอย่างเพื่อจะได้เรียน

แต่อยู่มาวันหนึ่งก็นึกครึ้มอกครึ้มใจ ลอง Google ดูรายได้ของ Copywriter ปรากฎว่าเงินเดือนอยู่ที่ 12,000 – 18,000 บาท

ผมไม่อยากจะพูดแต่มันค่อนข้างชัดเจนว่าอาชีพ Copywriter นั้นถูกจัดไว้อยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหารวงการโฆษณา มันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมากเพราะไม่มีใครปฏิเสธว่า Content หรือ Caption สำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นในแอดโฆษณา

ยอมรับครับว่าเหี่ยว… คุยกับตัวเองด้วยว่า ทำไมเอ็งไม่ลองศึกษาก่อนว่ามันมีอนาคตในไทยไหม?

สุดท้ายผมไปต่อ เพราะ Google ไม่ใช่เจ้าชีวิต และไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องเชื่อใครก็ไม่รู้ที่กำหนดเงินเดือนพวกนี้.ที่สำคัญ แค่ผมจะเรียนวิชานี้มันยังยากเลย โอกาสที่คนไทยในสายงานนี้ไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้เลยมีสูงมาก

10 ปีผ่านไป ผมเพิ่งเช็คเลยเมื่อกี้

เงินเดือน Copywriter ขึ้นมาเป็น 15,000 – 22,000 บาท ขึ้นมาประมาณ​ 3,000 บาท

ถ้าผมเลือกที่จะเชื่อ Google และเรทเงินเดือนตอนนั้น วันนี้ผมจะคิดว่าตัวเองฉลาดและพูดกับตัวเองว่า “นั่นไง กูว่าแล้ว เห็นไหม แม่งอาชีพไร้อนาคต“

แต่การตัดสินใจไม่เชื่อ และไม่ให้คุณค่าใครก็ไม่รู้ที่เขียนตัวเลขเหล่านั้นขึ้นมา ทำให้ผมมีชีวิตแบบที่ใฝ่ฝันเอาไว้มาตลอด พร้อมๆกับที่ใช้วิชา Copywriting พลิกธุรกิจทั้งน้อยใหญ่นับร้อย รวมไปถึงเปลี่ยนชีวิตและสร้างอาชีพให้คนจำนวนมาก

สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า ไม่มีใครรู้ว่าเราเตรียมตัวมาขนาดไหน ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการบ้านที่เราทำ รวมไปถึงเงิน เวลา ความสุขที่เราต้องเสียสละไปในกระบวนการ

มันเป็นเรื่องปกติครับที่จะมีคนวิจารณ์ ขัดขวาง ขัดจังหวะ ดูถูก หัวเราะ และบั่นทอน มันเป็นสิทธิของเขาที่จะคิดว่าตัวเองสามารถทำได้

แต่มันโคตรผิดปกติเลยถ้าดันไปเชื่อ ไปฟัง และไปให้ค่าลมปากเหล่านั้น

หน้าที่ของการพิสูจน์ว่าความเชื่อของเราถูกหรือผิด เป็นหน้าที่ของเรา อย่าให้คนอื่นมาทำหน้าที่ตรงนี้แทน

หนังสือที่ผมแนะนำอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ท่านมีภูมิต้านทานเรื่องพวกนี้มี 3 เล่ม

The Science of Getting Rich (Visual Book)

The Power of Your Subconscious Mind

นอร่าที่รัก

ทั้ง 3 เล่มนี้แปลไทยหมดแล้วสามารถติดต่อ OHMPIANG ได้เลยครับ ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย)

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ช่วงนี้ผมกลับมาอ่านหนังสือเยอะมากและได้มีเวลาตกผลึกอะไรหลายๆอย่างเยอะขึ้น Content มันเลยเยอะแข่งกับ Harry Maguire กองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกของทีมปิศาจแดง Manchester United อยู่หน่อยๆ

เอาแค่ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ในขณะที่กำลังแปล My Life in Advertising ของ Claude Hopkins หลังส่งต้นฉบับ The Richest Man in Babylon ไปทำเป็น Visual Book ผมอ่านหนังสือจบไปอีก 2 เล่ม

ทั้ง 2 เล่มพูดคล้ายๆกันว่าคนประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ยอมรับว่าพวกเขา

1. ถูกหัวเราะเยาะ ถูกวิจารณ์ ถูกล้อเลียน ถูกบั่นทอน และถูกนินทาทั้งต่อหน้าและลับหลังในสิ่งที่เขาทำแล้วสำเร็จ

2. ทุกอย่างที่พวกเขาทำได้ดีมากๆ จุดเริ่มต้นมันเลวร้ายมากๆ

มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งถึงกับยึดเอาเรื่องนี้เป็นคติประจำใจเลยว่า ถ้าเริ่มต้นทำอะไรแล้วราบรื่น ไม่มีอุปสรรค ทุกอย่างเป็นใจ ธุรกิจนั้นเละแน่นอน

เพราะจากประสบการณ์ของเขา ทุกอย่างที่เขาทำแล้วประสบความสำเร็จระดับสูงมีจุดเริ่มต้นที่หายนะทั้งสิ้น.หลายอย่างเขาเริ่มต้น ล้มเหลว พักใจไปปีนึงกลับมาทำใหม่แล้วสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

หลายอย่างเลียแผลใจพอตกสะเก็ดแล้วลุยเลยก็สำเร็จแบบอลังการ

ผมอ่านแล้วก็นั่งสะท้อนกับตัวเอง

ผมถูกฝังหัวมาตลอดเวลาที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยโดยคนรอบตัวว่างานขายเป็นงานที่ต่ำต้อยไร้ศักดิ์ศรี เป็นงานของคนที่หน้าด้าน และเจ้าเล่ห์

ผมใช้เวลาอยู่นานกว่าจะก้าวข้ามตรงนี้ได้ ขอบคุณอำนาจของเงินที่รุนแรงมากพอที่จะช่วยให้ผมก้าวข้ามทุกอย่างเข้าสู่โลกของการขาย

แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่นเลย ถ้าท่านเคยฟังเรื่องราวของผมจะรู้เลยว่า อีกนิดเดียวผมจะถูกไล่ออกอยู่แล้ว เพราะอยู่มาตั้ง 5 เดือนกว่าแต่ไม่มียอด ตำแหน่งก็สูง แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นมาได้ และการขายก็เป็นเรื่องที่ผมทำได้ดีมากๆ

พอมาเรื่องการตลาด อีหรอบเดิมเลย รอบตัวมีแต่คนพูดว่างานการตลาดมันเป็นของคนที่หัว Creative สร้างสรรค์ ไอเดียเลิศเลอ ผมตัดสินทันทีว่าตัวเองไม่ใช่คนแบบนั้น ไม่ได้ใกล้เคียงเลย แต่ก็อีกครั้ง ขอบคุณอำนาจเงินที่รุนแรงมากพอที่ช่วยให้ผมกระโดดเข้าสู่โลกของการตลาด

เช่นเคยไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ล้มแล้ว ล้มอีก ลองแล้ว ลองอีก สุดท้ายการตลาดก็เป็นอีกเรื่องที่ผมทำได้ดีมากๆ

สุดท้ายที่ชัดเจนมากคือเรื่องการเขียน….

ตลอดเส้นทางการเรียนตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย ผมใช้ภาษาอังกฤษเอาตัวรอดมาตลอด ภาษาอังกฤษผมไม่เต็มก็เกือบเต็มทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการสอบอะไรก็ตามรวมไปถึง TOEFL และ TOEIC แต่แล้วก็มีวิชาหนึ่ง English Writing ที่ไปลงเรียนเป็นเพื่อนชาวบ้าน

ผมได้ C ครับ ได้มาแบบงงๆ ได้มาแบบไม่เชื่อด้วยว่าได้ ไปถามอาจารย์ก็ไม่มีคำตอบ C ตัวนั้นกลายเป็นจุดด่างพร้อยในชีวิตของผมทันที การได้ C ครั้งนั้นทำให้ผมเชื่อหมดใจว่า ผมคงไม่สามารถเอาดีด้านการเขียนได้ แม้ว่าลึกๆผมจะมั่นใจว่ามันต้องมีข้อผิดพลาดก็ตาม

ช่วงแรกๆที่เขียนโพสท์ ทำ Content ไม่มีใครหือ ไม่มีใครอือ ไม่มีใครสนใจแม้แต่น้อย

แต่ด้วยอำนาจของเงินและเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จด้วยการเขียน ผมเรียนรู้ อ่านหนังสือ และพยายาม จนสุดท้ายวิชา Copywriting ที่ได้รับก็เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมากๆ เพราะไม่เพียงแต่ช่วยให้ผมมีรายได้เพิ่มขึ้น เวลาเพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจหลายร้อยถึงอาจจะหลายพันได้รับในสิ่งที่พวกเขาต้องการ

ใครจะไปรู้ บางทีอุปสรรค ขวากหนาม ความล้มเหลวอาจเป็นเงื่อนไขของความสำเร็จก็ได้

มันอาจเป็นบททดสอบที่ขวางกั้นระหว่างท่านกับสิ่งที่ท่านต้องการ เพื่อดูว่าท่านต้องการสิ่งนั้นจริงไหม

ตัวช่วยที่ดีมากๆที่ผมใช้ในการเคลียร์เงื่อนไขและทำบททดสอบเหล่านี้คือ หนังสือ

ทุกบททดสอบของผมไม่ว่าจะเป็นการขาย การตลาด และการเขียน Copywriting ผมผ่านได้ด้วยการอ่านหนังสือเยอะมาก

ทีนี้ผมไม่รู้ว่าบททดสอบของท่านคืออะไร แต่ไม่ว่าบททดสอบนั้นจะเป็นอะไร สิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากๆที่จะต้องปรับจูนให้ถูกต้องคือ Mindset

หนังสือ 2 เล่มที่ผมอยากจะแนะนำ เพราะเป็นหนังสือตั้งต้นที่ผมใช้ปรับ Mindset ตัวเองบ่อยที่สุดคือ

The Science of Getting Rich และ

The Power of Your Subconscious Mind

ทั้ง 2 เล่มผมแปลเป็นภาษาไทยไว้เรียบร้อย ด้วยภาษาที่อ่านง่าย และความเข้าใจที่เต็มเปี่ยม

ทั้ง 2 เล่มพร้อมส่งที่ OHMPIANG

ถ้าท่านมีอยู่แล้ว ผมแนะนำให้หยิบขึ้นมาทบทวนเรื่อยๆ แต่ถ้ายังไม่มีสามารถสอบถามทีมงานของผมได้ที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย)

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ผมติดอยู่ในวังวนของความรู้สึกผิดมานาน แต่ตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่า มันไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเพราะผมไม่ได้ประหลาดหรือเพี้ยนที่ทำเรื่องเล็กๆหลายเรื่องไม่ได้

ในหนังสือ My Unfinished Business ของ Dan Kennedy มีบทหนึ่งเขาบอกว่า ตัวเขาเองก็มีปัญหามากๆกับชีวิตแบบคนธรรมดา จนเขาสงสัยว่าทำไมเรื่องบางเรื่องมันง่ายมากสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่กับเขามันยากและอึดอัดมาก

มหาเศรษฐีคนหนึ่งที่เขารู้จักและมีไอเดียที่เฉียบคมมากๆ คมแบบทะลุทวงเลย มหาเศรษฐีคนนี้ต้องพกแว่นตา 8 อันทุกครั้งที่เดินทางเพราะเขาจะทำ 7 อันหาย

มีครั้งหนึ่งที่ไปเที่ยวด้วยกัน มหาเศรษฐีคนนี้ถอดรองเท้าบนรถและลืมไปเลยว่าตัวเองมีจนเดินเท้าเปล่าตลอดทริปท่ามกลางสายฝน มันบ้าบอมาก

ถามว่าเขามีปัญหาเรื่องสมองไหม แหม่ ถ้ามีไอเดียเทพๆคงจะไม่ออกจากหัว และคงไม่สามารถสร้างธุรกิจพันล้านได้เรื่อยๆหรอกจริงไหม?

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เขาโฟกัสแต่เรื่องที่เขาทำได้ดีจนลืมใส่ใจเรื่องเล็กๆที่เขาตัดสินว่ามันไม่สำคัญต่างหาก

ถามว่า คนแบบนี้จะมีปัญหาในการเข้าสังคมไหม ก็อาจจะมี แต่ผมมั่นใจว่าเขาเลือกสังคมที่จะอยู่ได้ถ้าเขาต้องการ

ถามว่า มันผิดปกติไหม? ไม่เลย และมันไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดด้วย ถ้าหากวันนี้ท่านทำอะไรได้ดีมากๆ หลายเรื่อง แต่ดันทะลึ่งทำเรื่องง่ายๆที่บังเอิญคน 99% บนโลกนี้ทำได้แบบไม่มีปัญหาไม่ได้

คำแนะนำของผมคือ หาคนมาทำเรื่องง่ายๆพวกนั้นแทน แล้วเอาเวลาอันมีค่าไปใช้กับสิ่งที่มีแต่ท่านเท่านั้นที่ทำได้

โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ปล. ทุกๆวันผมจะก่อกองไฟย่างเนื้อรอเปิดเผยกลยุทธ์ธุรกิจ เทคนิคการตลาดโบราณ หลักการขายนอกคอก วิชา Copywriting ที่ไม่เป็นสองรองใครและประสบการณ์แซ่บๆที่จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ให้กับธุรกิจและการใช้ชีวิตของท่าน

Subscribe ได้ที่ >> https://www.theerathorn.com

สมาชิกอีเมลลึกลับจากในถ้า SS 2 ท่านหนึ่ง (รวมไปถึงอีกหลาย 10 ท่านตั้งแต่หนังสือเสียงย่างเนื้อออกสู่โลกกว้าง) ส่งนกพิราบกลับมาว่า

=====

“ทำไมทุกอย่างที่อ.พูดเกี่ยวกับการขายมันถึงขัดกับทุกอย่างที่ผมรู้ไปหมดเลย?”

=====

โถๆๆ เด็กน้อย เจ้านั้นไม่รู้อะไร ไม่ใช่แค่การขาย แต่เป็นทุกอย่างต่างหาก แล้วเจ้าจะหนาวถ้ารู้ว่าข้าทำอะไรลงไปบ้างเพื่อทดสอบสิ่งที่ข้าพูด

อีกสิ่งหนึ่งที่ข้าเรียนรู้และแลกมาด้วยเลือด เหงื่อ และน้ำตาลูกผู้ชายคือความจริงที่ว่า

“บางทีและบ่อยครั้งลูกค้าก็ต้องการไม้เรียวเหมือนกัน”

เพราะเชื่อเถอะ พออยู่ไปนานๆ ขนมหวาน คำชม การเลียแข้งเลียขา จะดูจืดชืดไร้สีสันและความลั้นลาเหมือนเก่าก่อน

ถ้าเจ้าอยากได้ผลลัพธ์ในฐานะนักขายและนักการตลาด เจ้าต้องอย่าสักแต่ว่าขายสินค้า แต่เจ้าต้องขายความแปลกใหม่ด้วย

ลองประเคนไม้เรียวให้ลูกค้าของเจ้าดู ให้ในสิ่งที่พวกลูกค้าไม่เคยได้รับ

ข้ามีซ่อนเรื่องนี้เอาไว้ในออดิโอ เสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 : เพราะที่ผ่านมาเกมการขายของท่านถูกโกง และทำให้ยากแบบไร้สาระ

แต่จงระวังหากประเคนไม้เรียวออกไปด้วย Mindset ที่ผิดหรือกาลเทศะที่พังพินาศ ไม้เรียวนั้นจะคืนสนองกลับมาทันควัน

ตอนนี้เจ้ามี 2 ทางเลือก จงเมินเฉยต่อสิ่งที่ข้าพูดเสียและกลับไปเป็นนักขายนักการตลาดน่าเบื่อๆเหมือนเดิม

หรือคลิก https://www.ohmpiang.com/line-official แล้วบอกทีมงานว่า “Sales Academy V.1”

วันที่ 30 เมษายนนี้ราคาจะพุ่งไปเป็น 1,590 บาท ถึงตอนนั้นอย่าพูดว่าข้าไม่มีเมตตา

ใน Vol. นี้ข้าจะเน้นพูดเรื่อง Mindset ที่จะช่วยให้เจ้าใช้แตกฉานวิชาไม้เรียว

ข้าจะพูด

– 3 ข่าวลือพิฆาตความฝันที่สร้างความเสียหายให้ทีมขายมานับไม่ถ้วน

– เหตุผลที่ข้าคิดว่า “การโน้มน้าว” เป็นเรื่องหลอกลวง และเสียเวลาสุดๆ

– สิ่งที่สำคัญกว่า “ยอดขาย” ที่เจ้าต้องโฟกัสหากต้องการเล่นเกมนี้ยาวๆ

– 3 สิ่งที่ Top Sale ที่ถือยอด 85% ของทั้งแผนกทำถูกต้อง ทั้งๆที่ไม่แม่นสินค้า ไม่แม่นราคา ไม่แม่นอะไรเลย

– เคสของ Super Sale ที่ทำยอด 900 ล้านบาทใน 1 เดือนพร้อมสิ่งที่เขาทำ

– เคสของการปิดยอด 5 ล้านบาทแบบงงๆ ทั้งๆที่ไม่ได้พยายามขายอะไรเลย (ลูกค้าปิดตัวเอง และไปปิดเพื่อนของเขาด้วย)

อีกครั้งคลิก https://www.ohmpiang.com/line-official แล้วบอกทีมงานว่า “Sales Academy V.1”

ขอให้เจ้าโชคดี

OHMPIANG
นักพรตเจษ ธีระธรณ์ แห่งสำนักถ้ำเสียงย่างเนื้อลึกลับ