ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า หรือมันเป็นทฤษฎีรถเต่าในตำนาน แต่ผมว่าช่วงที่ผมไม่ได้ออกมาพูด ไม่ได้ออกมาสอน ไม่ได้ออกมาทำ Content เกี่ยวกับการเขียน Copywriting 

ผมรู้สึกว่าจำนวนโค้ชสอนเขียน โค้ช Content มันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ…

มันอาจมีอะไรในกอไผ่หรือมันอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้เป็นแค่ทฤษฎีรถเต่าที่พอเราไม่ได้นึกถึงปีนึงจะเจอสักคันสองคัน แต่พอนึกถึงหรือโฟกัสนิดเดียวเท่านั้นแหละเจอมันทุกวัน

พูดถึงทฤษฎีรถเต่านี่ มันไม่ได้ใช้ได้ผลแค่บนท้องถนนอย่างเดียว แต่มันใช้ได้สำหรับทุกด้านของชีวิต

ถ้าทุกวันนี้ท่านโฟกัสปัญหา ลองสังเกตดูได้ว่ามองไปทางไหนก็เจอแต่ปัญหา และยิ่งเจอ ยิ่งพูดถึง ยิ่งบ่น ปัญหาก็จะยิ่งตามสิงเหมือนวิญญาณร้าย

แต่ข่าวดีคือความสำเร็จก็เช่นเดียวกัน ถ้าทุกวันนี้โฟกัสไปที่ความสำเร็จ ความเป็นไปได้ หรือแม้แต่ความสุข สังเกตตัวเองดูว่ามองไปทางไหนก็จะเจอแต่ความสำเร็จ ความเป็นไปได้ และความสุข

ยอดขายและการไม่มียอดขายก็เช่นกัน…

Audio Book เสียงย่างเนื้อ Sale Academy Vol. 1 : เพราะที่ผ่านมาเกมการขายของท่านถูกโกง และทำให้ยากแบบไร้สาระ ถึงสำคัญมากสำหรับคนที่อยากหลุดออกจากวังวนของปัญหา หลุดจากวงจรข่าวลืออุบาทว์เกี่ยวกับการขาย

Volume นี้ผมจะโฟกัสพูดเรื่อง Mindset ที่เป็น 1 ใน 3 เสาหลักทางการขายโดยเฉพาะ

ท่านจะได้เรียนรู้:

– 3 ข่าวลือสุดอันตรายที่ขโมยความฝันนักขายและสร้างความเสียหายให้ทีมขายมานับไม่ถ้วน

– เหตุผลที่ผมคิดว่า “การโน้มน้าว” เป็นเรื่องหลอกลวง

– สิ่งที่สำคัญกว่า “ยอดขาย” ที่ท่านต้องโฟกัสหากต้องการเล่นเกมนี้ยาวๆ

– 3 สิ่งที่ Top Sale ที่ถือยอด 85% ของทั้งแผนกทำถูกต้อง ทั้งๆที่ไม่แม่นสินค้า ไม่แม่นราคา ไม่แม่นอะไรเลย

– เคสของ Super Sale ที่ทำยอด 900 ล้านบาทใน 1 เดือนพร้อมสิ่งที่เขาทำ

– เคสของการปิดยอด 5 ล้านบาทแบบงงๆ ทั้งๆที่ไม่ได้พยายามขายอะไรเลย (ลูกค้าปิดตัวเอง และไปปิดเพื่อนของเขาด้วย)

เสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 : เพราะที่ผ่านมาเกมการขายของท่านถูกโกง และทำให้ยากแบบไร้สาระ (Audio Book) ราคา 900 บาทจากปกติ 1,590 บาทถึงสิ้นเดือนนี้เท่านั้น

ติดต่อทีมงานที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) หรือคลิก >> https://www.ohmpiang.com/line-official บอกทีมงานว่า “Sales Academy V.1”

พิเศษสั่งซื้อ เสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 วันนี้ รับฟรีทันที Audio Book : สคริปต์เงินล้านสำหรับติดต่อปลาใหญ่ จิตวิทยาเบื้องหลังแต่ละประโยค และวิธีใช้งานอย่างละเอียด

ผมใช้สคริปต์นี้มาอย่างต่ำๆก็ 7 ปี และแทบไม่มีครั้งไหนที่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

บทความนี้มาจาก Twitter ของ Joe Speiser (@jspeiser) เห็นมีคนแชร์มาหลายคนแต่ผมอ่าจจากที่น้องเมล่อน สาวน้อยนักแปลงานสัมมนาตัว Top ของวงการแชร์

เจ้าของโพสท์ (Joe Speiser) Tweet ว่า

=====

วันนี้ผมอายุ 43 ปีแล้ว

ตอนที่ผมยังหนุ่มๆ ผมวิ่งไล่ตามหลายสิ่งหลายอย่างที่มันไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย

พวกคุณสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของผมได้ โดยเฉพาะถ้าคุณอายุอยู่ในช่วง 20 ยิ่งควรต้องอ่านเลย

1. อย่าไปเก็บทรัพย์สมบัติเยอะ มันเป็นทุกข์

หลายปีก่อน Elon Musk อภิมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกตัดสินใจขายทรัพย์สมบัติที่เขามีจำนวนมาก

เขาอธิบายว่าทรัพย์สมบัติและของสะสมเหล่านี้กำลังถ่วงเขาอยู่ การเป็นเจ้าของอะไรบางอย่างมีป้ายราคาของมัน

ทางการเงิน การครอบครองบางอย่างทำให้เราต้องเสียบางอย่างไปและอาจก่อให้เกิดหนี้

ทางอารมณ์ สิ่งของที่เราครอบครองก่อให้เกิดการยึดติด

ดังนั้นอย่าไปเก็บหรือครอบครองทรัพย์สมบัติเลย มันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณ

2. ใช้เงินซื้อประสบการณ์

ประสบการณ์ช่วยให้ชีวิตมีสีสันด้วยการสร้างความทรงจำอันล้ำค่า

วันนี้คุณอาจจำไม่ได้แล้วก็ได้ว่าคุณใช้โทรศัพท์อะไรเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่คุณจะจำทริปท่องเที่ยวที่คุณไปกับคนที่คุณรักได้

ประเด็นคือใช้เงินกับประสบการณ์ที่น่าจดจำและมีคุณค่ากับคนที่คุณรัก

3. เตือนตัวเองบ่อยๆว่าสักวันคุณต้องตาย

Steve Jobs เคยพูดว่า ความตายนี่แหละคือเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เขาใช้ในการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆในชีวิต

อีโก้ ความภูมิใจ ความกังวล และความกลัวที่จะล้มเหลวจะละลายเหมือนน้ำแข็งบนเตาร้อนๆเมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย

การเตือนตัวเองว่าสักวันคุณจะต้องตายเป็นวิธีที่ดีมากๆในการกำจัดเอาเรื่องไร้สาระที่มันไม่สำคัญออกจากชีวิต

การเตือนตัวเองว่าสักวันคุณจะต้องตายจะช่วยให้คุณกล้าเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ

4. สู้เพื่อจะได้สมปรารถนา อย่าสู้เพื่อความสำเร็จ

ไม่มีสิ่งใดล้มเหลวยิ่งไปกว่าการเป็นคนประสบความสำเร็จที่ไม่มีความสุข

ความสุขไม่ควรเป็นตัวแถมของความสำเร็จหรือความคาดหวังเมื่อสำเร็จ

ความสุขคือทางเลือกที่จะผลักดันให้คุณสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับความสำเร็จหรือล้มเหลว

การได้รับในสิ่งที่ปรารถนาคือสภาวะ ส่วนความสำเร็จนั้นเป็นแค่ผลลัพธ์

5. ไล่ตามความฝันของคุณ

ฟังดูเชยมาก แต่การทำในสิ่งที่ต้องการคือหนึ่งในแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

ชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะดิ้นรนทำให้ฝันคนอื่นเป็นจริงและขมขื่นกล่าวโทษตัวเองภายหลัง

จงกล้าหาญและกล้าเสี่ยง

เริ่มต้นธุรกิจนั้น ลาออกจากงานที่เกลียด ชวนสาวที่แอบชอบมา 10 ปีไปกินข้าวได้แล้ว

ไม่มีอะไรทดแทนประสบการณ์ได้ แต่มันจะเกิดขึ้นถ้าคุณลงมือทำ

6. ใช้เวลากับคนที่คุณรัก

ถ้าตอนนี้คุณอายุเกิน 20 คุณได้ใช้โควต้าเกือบทั้งหมดกับคนที่คุณรักและรักคุณมากที่สุดไปแล้วแหละ ดังนั้นหลังจากนี้พยายามจัดเวลาเพื่อครอบครัวและเพื่อนสนิทนะ

อย่าพลาดงานสำคัญของครอบครัว กินข้าวช่วงเทศกาล หรือวันเกิด

งานน่ะรอได้

7. อย่ารอช้า… อยากทำอะไรรีบๆทำ

หลายคนใช้ชีวิตราวกับว่าจะอยู่ค้ำฟ้า

เลื่อนอยู่นั่นแหละทริปปีนเขา ทริปดำน้ำ หนังสือเล่มที่วางแผนจะเขียนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว หรือปาร์ตี้สละโสดรอบสองในตำนาน

หนึ่งในอุปนิสัยที่คนมีความสุขทำกันจนเคยชินคือการลงมือทำแบบไม่รีรอ

เขียน List ของสิ่งที่คุณต้องการจะทำมากที่สุดและอย่าใจร้อนที่จะลงมือทำมันให้จงได้

8. กินอาหารมีประโยชน์

ร่างกายไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ต้านทานของอร่อยได้ง่ายๆ ดังนั้นเราจึงเพลี่ยงพล้ำต่อน้ำตาลและของมันๆได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคุณต้องการสุขภาพที่แข็งแรงและพลังงาน คุณต้องกินอาหารที่มีประโยชน์

เริ่มต้นด้วยการหยุดกินก่อนที่คุณจะรู้สึกอิ่มนิดนึง

9. อย่าใช้ชีวิตเปลือง

หลายคนพยายามทำแต่ละวันให้เต็มเหนี่ยว หวังว่าจะทำงานให้เสร็จให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่นั่นเหมือนการซื้อตั๋วสู่ชีวิตอันน่าเศร้าเพราะคุณจะพลาดอะไรไปมากมาย

การเร่งรีบทำนู่นทำนี่จะขัดขวางไม่ให้เราใช้ศักยภาพได้มากเท่าที่ควร ซึ่งสิ่งนั้นจะเป็นบาดแผลในใจที่ไม่มีวันหายได้ง่ายๆ

ชีวิตไม่ใช่การวิ่งแข่ง มันคือการปีนเขาชมวิวไปทีละก้าว อย่าลืมชื่นชมวิวทิวทัศน์ของแต่ละก้าวที่คุณเดิน

10. อย่าไปเสียดาย หรือเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว

ชีวิตน่ะใจดีและพร้อมจะให้อภัยคุณเสมอ แม้ว่ามันจะสู้กลับอยู่บ่อยๆ

อย่าใช้ชีวิตด้วยความเศร้าหมองจมอยู่กับอดีตหรือการตัดสินใจที่ผ่านมาแล้ว

ทุกๆสัปดาห์มันเหมือนเปิดสมุดหน้าใหม่ที่คุณสามารถเขียนเรื่องราวใหม่ๆลงไปได้

ปล่อยวางทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน โฟกัสกับปัจจุบัน และมองไปในอนาคต

=====

หวังว่าจะได้ประโยชน์นะครับ สำหรับผมหลายข้อก็ไม่ได้เห็นด้วยมาก หลายข้อก็ย้อนแย้งไปหน่อย แต่มันมีข้อที่เห็นด้วยมากกว่าและบังเอิญข้อที่เห็นด้วยมันเพียงพอแล้วที่จะเอามาแบ่งปัน

อ้อ 10 ปีที่แล้วผมใช้ iphone 4s ครับก่อนหน้านั้นใช้ Blackberry

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ปล. ผมเขียนอีเมลเล่าประสบการณ์แซ่บๆที่จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ให้กับธุรกิจ การตลาด การขาย การเขียน Copywriting และการใช้ชีวิตของท่านทุกวัน ใครชอบของแปลก Subscribe ได้ที่ https://theerathorn.com/

ในหนังสือ My Unfinished Business หนังสือแนวๆอัตชีวประวัติของ Dan Kennedy เจ้าพ่อการตลาดและ Copywriter ค่าตัวแพงที่สุดในโลกมีบทหนึ่งที่ผมชอบมาก เป็นบทที่เขาเปิดเผย “ความลับสำคัญในการทำธุรกิจและการสร้างความมั่งคั่ง”

เขาบอกว่า

=====

สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่รวยก็เพราะให้คุณค่า ความสำคัญ หรือตีโจทย์ธุรกิจของตัวเองผิดไป

พวกเขาไปให้คุณค่าและตกหลุมรักกับสินค้า บริการ ทักษะ และประสบการณ์ของตัวเอง

ทั้งๆที่ความจริงพระเอกและคุณค่าที่แท้จริงของธุรกิจของท่านคือ การตลาดและการขาย

ผู้คนส่วนใหญ่เวลานึกถึง Henry Ford พวกเขาจะนึกถึง Ford Model-T รวมไปถึงสายการผลิตอันโด่งดังของเขา ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้จะไม่มีค่าอะไรเลยหากปราศจากระบบแฟรนไชส์และระบบดีลเลอร์ที่ Henry Ford คิดค้นขึ้นเพื่อโปรโมทและขายรถ

=====

ประโยคนี้ช่วยตอกย้ำอะไรหลายๆอย่างมาก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมอ่านหรือได้ยินประโยคแนวนี้ แต่เชื่อไหมว่าต่อให้ได้ยินบ่อยแค่ไหน มันก็มีเผลอ มีพลั้ง มีพลาดกันอยู่เรื่อยๆ

แม้แต่ผมเองยังต้องพยายามเตือนตัวเองตลอดเลยว่า อย่าไปตกหลุมรักสินค้าหรือโปรเจคที่เริ่มใหม่มาก รีบๆกลับไปโฟกัสวางกลยุทธ์การตลาดและกระบวนการขายได้ละ

ทีนี้ถ้าท่านเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ก็ขอแสดงความยินดีด้วย ท่านได้โอกาสประหยัดเวลาชีวิตของตัวเองไปหลายปี และเพื่อให้สมการของ Dan Kennedy ส่งผล ผมเตรียมตัวช่วยสำหรับส่วนที่สองของสมการที่เหมาะสมที่สุดไว้ให้ท่านแล้ว

เพราะหลังจากที่ท่านหักห้ามใจไม่ตกหลุมรักสินค้าของตัวเอง ก็ได้เวลาที่จะโฟกัสการตลาดและการขาย ซึ่งตรงนี้เองสำหรับคนที่ยังใหม่มากๆที่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน หรือเคยลองสู้กับมันแล้วแต่มันสู้กลับ ก็อาจจะมีหลอนๆที่ต้องทำไม่มากก็น้อย

ด้วยเหตุนี้ Audio Book เสียงย่างเนื้อ Sale Academy Vol. 1 : เพราะที่ผ่านมาเกมการขายของท่านถูกโกง และทำให้ยากแบบไร้สาระ ถึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดแล้วที่จะทำให้สมการนี้ของ Dan Kennedy สมบูรณ์แบบ เพราะผมจะเน้นพูดถึงเรื่อง Mindset เป็นหลัก

จากประสบการณ์ส่วนตัวเรื่องการตลาดและการขายเป็นเรื่องของ Mindset ความเข้าใจ และการต่อสู้กับข่าวลือฝังหัวล้วนๆ เคลียร์ตรงนี้ผ่านได้เมื่อไหร่เรื่องต่อไปก็ฉลุย

ใน เสียงย่างเนื้อ Sale Academy Vol. 1 ท่านจะได้เรียนรู้

– 3 ข่าวลือสุดอันตรายที่ขโมยความฝันนักขายและสร้างความเสียหายให้ทีมขายมานับไม่ถ้วน

– เหตุผลที่ผมคิดว่า “การโน้มน้าว” เป็นเรื่องหลอกลวง

– สิ่งที่สำคัญกว่า “ยอดขาย” ที่ท่านต้องโฟกัสหากต้องการเล่นเกมนี้ยาวๆ

– 3 สิ่งที่ Top Sale ที่ถือยอด 85% ของทั้งแผนกทำถูกต้อง ทั้งๆที่ไม่แม่นสินค้า ไม่แม่นราคา ไม่แม่นอะไรเลย

– เคสของ Super Sale ที่ทำยอด 900 ล้านบาทใน 1 เดือนพร้อมสิ่งที่เขาทำ

– เคสของการปิดยอด 5 ล้านบาทแบบงงๆ ทั้งๆที่ไม่ได้พยายามขายอะไรเลย (ลูกค้าปิดตัวเอง และไปปิดเพื่อนของเขาด้วย)

เสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 : เพราะที่ผ่านมาเกมการขายของท่านถูกโกง และทำให้ยากแบบไร้สาระ (Audio Book) ราคา 900 บาทจากปกติ 1,590 บาทถึงสิ้นเดือนนี้เท่านั้น

ติดต่อทีมงานที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) หรือคลิก >> https://www.ohmpiang.com/line-official บอกทีมงานว่า “Sales Academy V.1”

หรือคลิกดูรายละเอียดได้ที่ >> เสียงย่างเนื้อ Sale Academy Vol.1

พิเศษสั่งซื้อ เสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 วันนี้ รับฟรีทันที Audio Book : สคริปต์เงินล้านสำหรับติดต่อปลาใหญ่ จิตวิทยาเบื้องหลังแต่ละประโยค และวิธีใช้งานอย่างละเอียด

ผมใช้สคริปต์นี้มาอย่างต่ำๆก็ 7 ปี และแทบไม่มีครั้งไหนที่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ (ขอแค่ให้มันไปอยู่ตรงหน้าคนที่ถูกต้องและไม่สำคัญว่าเขาจะรู้จักผมมาก่อนหรือไม่)

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ด้วยความเคารพ ผมไม่คิดว่าโจ จีราร์ด นักขายเบอร์หนึ่งของโลกจะขายของเก่งเลย

ห๊ะ! อะไรนะ? เมาข้าวเหนียวมะม่วงมาหรือเปล่า โจ จีราร์ด คนที่ได้รับการบันทึกโดย Guinness World Record ว่าขายรถ Chevrolet ซึ่งไม่ใช่รถยอดนิยมได้ 13,001 คันช่วงปี 1963-1978 เฉลี่ยแล้ววันละ 2 คันถ้าเป็นวันธรรมดา แต่ถ้าเอาวันหยุดมารวมด้วยจะเป็น 6 คันเนี่ยนะงั้นๆแหละ?

ใช่ครับ อ่านไม่ผิด ผมว่าเขาธรรมดามาก ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ ถ้าวัดตามมาตรฐาน “นักขายขั้นเทพ” ที่คนส่วนใหญ่มีอยู่ในใจ

ผมชอบที่จะอ่านและฟังบทสัมภาษณ์นักขายเก่งๆ หนังสือของโจ จีราร์ดรวมถึงบทสัมภาษณ์ของเขาก็ผ่านมือผมมาแล้วหลายรอบ เพราะเอาจริงๆ ถ้าเลือกเดินเส้นทางนักขาย ใครมันจะไม่ศึกษาโจ จีราร์ดฟะ แต่ไม่ว่าจะอ่านหรือฟังมากแค่ไหน ผมหาไม่เจอจริงๆ

หาไม่เจอว่าเขามีเทคนิคการปิดการขายขั้นเทพ ที่เป่าไปปุ๊บลูกค้าระทวยซื้อทันที

หาไม่เจอว่าเขามีพลังจิตสามารถอ่านใจได้ หรือแม้แต่เทคนิคการสะกดลูกค้าให้เคลิบเคลิ้มด้วยวาจา

หาไม่เจอว่าเขาเก่งจิตวิทยาหรือเคยเรียน NLP มาก่อน (ผมกล้าพนันว่าเขาไม่น่าจะรู้จักด้วยว่ามันคืออะไร)

และจากที่อ่านหนังสือของเขา ผมไม่คิดว่าเขาจะพูดเก่งด้วยซ้ำ

เอาเป็นว่าผมหาคุณสมบัตินักขายขั้นเทพในตัวเขาไม่เจอเลยจริงๆ ถ้าเอาภาพในใจที่คนส่วนใหญ่มีเกี่ยวกับนักขายมาหา

ถ้าเอาภาพในใจที่คนส่วนใหญ่มีมาตัดสินอะ โจ จีราร์ด นักขายอันดับหนึ่งของโลกนี่ไม่น่าจะขายอะไรได้เลย

และจุดนี้แหละที่ทำให้เกมการขายของท่านยากเกินกว่าที่มันควรจะเป็น โดยที่ไม่รู้ตัวท่านถูกโปรแกรมมาทั้งชีวิตว่า การขายมันเป็นแบบนั้น แบบนี้ นักขายต้องมีนิสัยอย่างงั้น อย่างงี้ คนที่ขายเก่งๆต้องทำแบบนั้น แบบนี้ แต่ผมจะบอกว่าเกือบทั้งหมด มันเป็นแค่ข่าวลือที่ทำให้ชีวิตของท่านยากขึ้นเยอะ

ถ้าจะให้ผมฟันธง ท่าไม้ตายของโจ จีราร์ด คือ การบริการ

แค่นั้นเลยครับ

ในหนังสือที่ผมเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เขาพูดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำกับลูกค้าของเขาทุกคน เขาพูดเรื่องการสร้างประสบการณ์การซื้อที่พิเศษไม่เหมือนใคร เช่นชวนลูกค้ากินเหล้า เตรียมขนมไว้แจกลูกๆของลูกค้า หรือไปเยี่ยมลูกค้าถึงออฟฟิศเพื่อถามสารทุกข์สุขดิบ (ครั้งสุดท้ายที่คนขายรถมาเยี่ยมท่านถึงออฟฟิศเพื่อดูว่าท่านกับรถที่ซื้อไปโอเคไหมอ่ะเมื่อไหร่?)

มีประโยคนึงที่เขาพูดที่ผมประทับใจมาก “เมื่อลูกค้านำรถเข้ามารับบริการ ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้าของผมได้รับในทุกอย่างที่เขาต้องการ แม้ว่าจะต้องข้ามหัวทุกคนขึ้นไปคุยกับคุณเมอร์ฟี่ ประธานใหญ่ General Motors ก็ตาม”

เขาไม่ได้ทำอะไรที่มันยากจนคนอื่นทำตามไม่ได้เลย เขาแค่ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ทำ หรือคิดไม่ถึงว่าต้องทำเพราะมันแต่ติดกับดักข่าวลือที่ถูกฝังหัวมาตลอด

เขาเพียงนึกหาวิธีบริการลูกค้าของเขาตลอดเวลา ดูแลแบบดูแลจริงๆ เพื่อที่ลูกค้าของเขาจะได้ไม่มีความคิดที่จะไปหาคู่แข่งแม้แต่แว๊บเดียว พร้อมๆกับอดไม่ได้ที่จะบอกต่อเพื่อนฝูงและครอบครัวเพื่อให้มาซื้อรถกับโจ จีราร์ด

ในเสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 ผมพูดถึงข่าวลือที่ทำลายนักขายมากมายและดับฝันคนที่มีศักยภาพในการขายมานับไม่ถ้วน 3 ข้อด้วยกัน

ผมเห็นนักขายอนาคตไกลที่พ่ายแพ้ต่อข่าวลืออย่างนี้อย่างน่าเสียดายมาหลายต่อหลายคน

ผมเห็นแบรนด์และองค์กรที่ยอมปล่อยให้ข่าวลือเหล่านี้แพร่สะพัดในทีมจนผลงานค่อยๆลดลง เอาคนเก่งๆเข้ามาสอนก็แล้ว ทำทุกอย่างก็แล้ว แต่ไม่มีอะไรดีขึ้นเพราะข่าวลือพวกนี้มันฝังรากลึกเข้าไปเยอะแล้ว

ในเสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 ผมจะรับบทหมอผีปัดเป่าข่าวลืออันชั่วร้ายเหล่านี้ให้ท่านเอง เพราะเชื่อเถอะว่ามันอันตรายกว่าที่คิด นอกจากนั้นผมจะพูดถึง

– ความจริงอันน่าเศร้าของคำว่า “การโน้มน้าว”
– สิ่งที่สำคัญกว่า “ยอดขาย” ที่ท่านต้องโฟกัสหากต้องการเล่นเกมนี้ยาวๆ
– 3 สิ่งที่ Top Sale ที่ถือยอด 85% ของทั้งแผนกทำถูกต้อง ทั้งๆที่ไม่แม่นสินค้า ไม่แม่นราคา ไม่แม่นอะไรเลย
– เคสของ Super Sale ที่ทำยอด 900 ล้านบาทใน 1 เดือนพร้อมสิ่งที่เขาทำ
– เคสของการปิดยอด 5 ล้านบาทแบบงงๆ ทั้งๆที่ไม่ได้พยายามขายอะไรเลย (ลูกค้าปิดตัวเอง และไปปิดเพื่อนของเขาด้วย)

เสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 : เพราะที่ผ่านมาเกมการขายของท่านถูกโกง และทำให้ยากแบบไร้สาระ (Audio Book) ราคา 900 บาทจากปกติ 1,590 บาทถึงสิ้นเดือนนี้เท่านั้น

ติดต่อทีมงานที่ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) หรือคลิก >> https://www.ohmpiang.com/line-official บอกทีมงานว่า “Sales Academy V.1”

หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >> เสียงย่างเนื้อ Sale Academy Vol. 1 : เพราะที่ผ่านมาเกมการขายของท่านถูกโกง และทำให้ยากแบบไร้สาระ (Audio Book)

พิเศษสั่งซื้อ เสียงย่างเนื้อ Sales Academy Vol. 1 วันนี้ รับฟรีทันที Audio Book : สคริปต์เงินล้านสำหรับติดต่อปลาใหญ่ จิตวิทยาเบื้องหลังแต่ละประโยค และวิธีใช้งานอย่างละเอียด

ผมใช้สคริปต์นี้มาอย่างต่ำๆก็ 7 ปี และแทบไม่มีครั้งไหนที่ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ (ขอแค่ให้มันไปอยู่ตรงหน้าคนที่ถูกต้องและไม่สำคัญว่าเขาจะรู้จักผมมาก่อนหรือไม่)

อีกครั้งนะครับ บอกทีมงานว่า “Sales Academy V.1” แล้วรอดูข่าวลืออันชั่วร้ายมลายหายไป

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

ผมยังจำเช้าวันที่ผมตื่นมาแล้วทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเงินแค่ 3,500 บาทได้…

วันที่ต้องขุดหาสมุดบัญชีทุกเล่มที่มี แล้วรีบไปอัพบุ๊คด้วยความหวังที่ว่าอาจมีเงินเหลืออยู่ในบางบัญชีที่หลงลืมไป

มันไม่ใช่อะไรที่ลืมกันได้ง่ายๆ เพราะนอกจากจะเหลือแค่นั้นแล้ว ผมยังเป็นหนี้บัตรเครดิตทุกใบที่มีด้วย

จริงอยู่ที่ผมสามารถปลอบตัวเองว่า “หาใหม่ได้เงินน่ะ ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นมันไป” แต่สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลาคือคำถามที่ว่า…

“เราพลาดขนาดนี้ได้อย่างไร?”

แม้จะยังไม่ได้คำตอบทันที แต่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมพยายามค้นหาคำตอบมาตลอด เพื่อที่จะได้ไม่พลาดแบบเดิมอีก เพราะเชื่อผมเถอะ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย

จนถึงตอนนี้… วันที่หลายๆอย่างดีขึ้น วันที่ผมโชคดีสามารถตกผลึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั้น ผมเลยอยากจะแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ รวมไปถึง “คำตอบ” ที่ช่วยทำให้ผมไม่กลับไปพลาดซ้ำอีกครั้ง

ผมเรียกความผิดพลาดในครั้งนั้นว่าเป็น “บาป” และสรุปออกมาได้ 5 ข้อ

=====

บาปประการแรก… ทำอะไรสำเร็จหน่อยนึง แล้วคิดว่าจะทำอะไรก็สำเร็จ

ตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ได้ เพราะทำนู่นก็สำเร็จ ทำนี่ก็ได้เงิน แต่หารู้ไม่ว่าความคิดเด็กๆแบบนั้น ทำให้ผมเดินเข้ากับดักของความสำเร็จโดยไม่รู้ตัว

ไม่มีใครเก่งได้ทุกอย่าง ถ้าเก่งอะไรจงโฟกัสเรื่องนั้น เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า และคนที่เก่งมันทุกอย่างคือ คนที่ไม่เก่งอะไรเลย

บาปประการที่สอง… หวังจะรวยกับสิ่งที่ไม่ถนัด แค่เพราะมันดูดีกว่าสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้ว

แสงสีเสียงในการทำเงินเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก เพราะมันจะดูน่าทำไปเสียทุกอย่าง ซ้ำร้ายมันจะมาในรูปแบบลวงตาที่จะทำให้เราเชื่อว่า มันไม่ยากหรอก อย่างเราน่าจะทำได้

ความผิดของผมตอนนั้นคือ ทิ้งสื่งที่ตัวเองถนัดไปเลย และทำแต่สิ่งที่ไม่ถนัดที่ดูดีมีชาติตระกูล

บาปประการที่สาม… ทุกอย่างคือการแข่งขัน และเราต้องชนะ

มันเป็นแนวคิดที่ผิดมากๆ ผมมารู้ในตอนหลังจาก The Science of Getting Rich ว่า การที่ผมมองทุกอย่างเป็นการแข่งขัน นั่นเพราะผมคิดว่า ลูกค้าเอย เงินเอย โอกาสเอย ล้วนมีจำนวนจำกัดและขาดแคลน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่แบบนั้น

มีลูกค้าใหม่เกิดขึ้นสำหรับเราทุกวินาที (There’s a Customer born every minute)

บาปประการที่สี่… ฝากธุรกิจไว้ในกำมือของผู้เชี่ยวชาญ

ไม่มีใครจะรู้จักและใส่ใจธุรกิจของท่านได้ดีไปกว่าตัวท่านเอง…

ความจริงข้อนี้ผมแลกมาด้วยประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำ แต่ก็เป็นบทเรียนอันล้ำค่า

The Science of Getting Rich สอนผมว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุผล

ถ้าจะล้มเหลวก็ให้ล้มด้วยมือของตัวเอง เพราะบทเรียนที่ได้รับจะมีค่ามหาศาล

ถ้าล้มเหลวด้วยการฝากชีวิตไว้กับคนอื่น บทเรียนเดียวที่จะได้รับคือ อย่าไว้ใจใครถ้าเป็นเรื่องปากท้อง

บาปประการที่ห้า… ฝืนทำงานหนัก แต่เสือกทำผิดทาง

The Science of Getting Rich บอกผมว่า ถ้าทำถูกทาง ต่อให้ทำงานสบายๆก็สามารถมีเงินเยอะได้ และที่สำคัญเงินที่ได้จะมั่นคง แปลว่าจะสามารถเก็บได้ และนำไปต่อยอดให้งอกเงยได้

สาเหตุที่ผมทำงานหนัก ได้เงินเยอะ แต่สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลย นั่นเพราะผมไม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของตัวเอง และไม่ได้ทำให้มันถูกทาง

=====

ถ้าชุด Collection การตลาดสร้างตำนาน รวมไปถึง Intensive Copywriting, เดชคัมภีร์ลับนักขายมือโปร และเสียงย่างเนื้อ ช่วยให้ผมกลับมายืนบนลำแข้งตัวเองและเริ่มทุกอย่างใหม่ได้

The Science of Getting Rich ช่วยให้ผมทำงานด้วยความสบายใจ เพราะรู้ว่ากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง

The Science of Getting Rich เป็นหนังสือระดับตำนานที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด

หนังสือที่เรียกได้ว่าเป็น “ต้นกำเนิดของศาสตร์การพัฒนาตนเอง และกฏแห่งแรงดึงดูด”

ที่ผมบอกว่าเป็นหนังสือที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด เพราะคนคิดว่าเป็นหนังสือสอนกฏแห่งแรงดึงดูดแบบผิวๆ

แต่หากท่านเข้าใจหลักวิชาที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้อย่างแท้จริง ท่านจะรู้ว่า “กฏแห่งแรงดึงดูด” เป็นแค่จุดเริ่มต้นของบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

ผมแปลหนังสือเล่มนี้มาหลายครั้ง และทุกครั้งที่แปลก็พยายามหาคำตอบว่า จะทำอย่างไรให้หนังสือในตำนานเล่มนี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เห็นภาพง่ายขึ้น และจับต้องได้ง่ายขึ้น

และวันหนึ่งคำตอบก็มาในสมาธิ คำตอบนั้นคือ

The Science of Getting Rich : Visual Book พิมพ์ 4 สี พร้อมการ์ดศาสตร์แห่งความร่ำรวยแบบพรีเมี่ยม 52 ใบ

เพื่อเพิ่มความขลังให้กับหนังสือเล่มนี้ ผมกล้าที่จะบอกว่า รูปทุกรูปที่ท่านเห็นในหนังสือและบนการ์ดล้วนแล้วแต่ผุดขึ้นมาในจิตของผู้วาดทั้งสิ้น

ครั้งแรกที่ผมเห็นต้นฉบับผมถามเลยว่าวาดสิ่งที่ไม่มีตัวตนให้จับต้องได้ขนาดนี้ได้อย่างไร?

คำตอบของเขาคือ ภาพทุกภาพผุดขึ้นมาราวกับว่ามีพลังงานบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กำลังกำกับการสร้างอยู่

ชุดหนังสือ The Science of Getting Rich : Visual Book พร้อมการ์ด The Science of Getting Rich แบบพรีเมี่ยม ราคา 2,040 บาทจากปกติ 3,280 บาท (รวมค่าส่งแล้ว)

สั่งซื้อกับทีมงานได้ที่ ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย) รหัสลับ “SOGR”

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์

เมื่อวานผมนึกสนุกว่า ไหนๆก็ถามการ์ดมาหลายอย่างละ ลองไปให้สุดทางไปเลย

เลยลองถามการ์ดว่า พรุ่งนี้ผมจะส่งอีเมลป้ายยาให้คนใน อีเมล List ตัดสินใจเป็นเจ้าของการ์ดชุดนี้ยังไงดี?

การ์ดที่ออก (2 ใบ) คือ

=====

เราอาศัยอยู่ในคลังสมบัติ ใยจึงบอกว่าขาดแคลน (ใบแรก)

กับ

ใส่ชีวิตชีวาให้ภาพของสิ่งที่ต้องการในใจ (ใบที่สอง)

===== 

ผมนั่งหัวเราะหึๆ เพราะไม่รู้ว่าจะไปต่อท่าไหนกับการ์ดที่ออก จะพยายามรีดไอเดียเขียนก็คงไม่น่าใช่ เลยเก็บการ์ดและนั่งทำงานต่อ

ช่วงเย็นๆหลังจากที่ประชุม Zoom อัพเดทงานเสร็จ ผมหยิบรีโมทขึ้นมาไถ Netflix ไปเรื่อย ไถไปงั้นแหละไม่ได้กะจะดูอะไร แต่อย่างที่รู้ไถเรื่อยเปื่อยส่วนใหญ่จะได้ดูและก็เป็นเช่นนั้น

มันจะมีรายการแต่งรถรายการหนึ่งที่ผมชอบดูชื่อ From Rust to Richest และมันเด้งขึ้นมาว่ามี Season ใหม่

ไอเดียของรายการคือ เจ้าของอู่กับทีมจะไปเก็บเอาซากรถเก่าๆมาแต่งใหม่เพื่อขายหรือแลกกับซากรถเก่าๆที่สามารถเอาไปแต่งต่อได้ พวกเขาจะแลกไปเรื่อยๆจนกว่าจะไปถึงเป้าหมายคือ รถคันละ $100,000++ (ประมาณ 3.5 ล้านบาท)

พูดให้เห็นภาพคือ เก็บซากมา >> แต่ง >> เอาไปแลกกับซากรถที่แต่งแล้วได้ราคามากขึ้น หรือ ขายเอาไปซื้อซากรถที่แต่งแล้วได้ราคามากขึ้น >> เอามาแต่งต่อ ทำซ้ำวนไปจนกว่าจะไปถึงเป้า

ทีนี้ตอนจบ Season 2 เจ้าของอู่ถูกบีบให้ตัดสินใจระหว่างปากท้องของลูกทีม หรือหอเกียรติยศ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาไปได้โครงของรถต้นแบบที่เป็นรถที่เคยมีดาราดังระดับตำนานขับโปรโมท มันเป็นรถที่มีคันเดียวในโลกเพราะสุดท้ายไม่ได้ผลิตออกมา มันดูล้ำเกินไป

โจทย์ของพวกเขาคือ ถ้าสามารถชุบชีวิตรถต้นแบบคันนี้ได้ให้เหมือนในรูปโปรโมทที่สุด มีคนพร้อมรอซื้อที่ราคา $200,000 ซึ่งจะเป็นรถที่ราคาสูงที่สุดที่พวกเขาเคยแต่งขายได้

ในขณะเดียวกัน รถแนวนี้แหละที่หอเกียรติยศของสมาคมนักแต่งรถพร้อมจะอ้าแขนรับ มันเป็นหอเกียรติยศที่นักแต่งรถทุกคนใฝ่ฝันว่าจะมีรถของเขาเข้าไปโชว์พร้อมชื่อผู้แต่ง ตำนานนักแต่งรถทุกคนล้วนมีรถตั้งโชว์อยู่ที่นี่ มันไม่ใช่ทุกคนจะเอารถเข้าไปโชว์ในนั้นได้ แต่ปัญหาคือพวกเขาจะต้องบริจาครถเท่านั้น

ทางเลือกระหว่าง $200,000 ที่จะเอาไปแบ่งเป็นโบนัสชิ้นโตให้ทุกคนในทีม หรือโอกาสในการมีชื่อขึ้นหอเกียรติยศ

เขาเลือกอย่างหลัง ด้วยเหตุผลว่าการบริจาครถขึ้นทำเนียบคือการลงทุนสำหรับระยะยาว และซีซั่นนั้นก็จบลง

เมื่อวานผมเปิดดูซีซั่นใหม่ ผลของการบริจาครถในซีซั่นที่แล้วทำให้ตอนนี้พวกเขาขึ้นทำเนียบอู่แต่งรถอันดับ 1 ในอเมริกาเรียบร้อย ทุกวันจะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างไม่ขาดสายเพื่อให้พวกเขาแต่งรถให้

ผมไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าของอู่เคยศึกษา The Science of Getting Rich หรือเปล่า แต่เขาทำตามกฎของความร่ำรวยที่อยู่ในนั้น

เขาไม่คิดว่าเขาจะขาดแคลนโอกาส เขายึดมั่นในความจริงที่บอกว่า “มันไม่มีหรอกความขาดแคลน มีแต่ความอุดมสมบูรณ์”

คำถามคือ แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะป้ายยาขายการ์ด The Science of Getting Rich อย่างไร?

ผมจะบอกว่าการ์ดชุดนี้ทำงานด้วยความลึกลับ ผมเริ่มด้วยการขอไอเดียสำหรับส่งอีเมลป้ายยา

การ์ดบอกว่า “เราอาศัยอยู่ในคลังสมบัติ ใยจึงบอกว่าขาดแคลน” กับ “ใส่ชีวิตชีวาให้ภาพของสิ่งที่ต้องการในใจ”

จากนั้นผมก็ไปใช้ชีวิตตามปกติและก็บังเอิญเปิดไปเจอรายการนี้ที่ผมลืมไปแล้วด้วยเพราะไม่ได้ดูเป็นปีแล้ว

ผมขอไอเดีย และผมก็ได้รับไอเดียที่ขอ แม้ว่ากระบวนการจะซับซ้อนไปนิด แต่กรณีนี้การ์ดช่วยเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่คำตอบที่ผมต้องการได้

ผมไม่รู้จริงๆว่าในแต่ละวันท่านต้องการอะไร หรือเจอปัญหาอะไร หรือต้องการคำตอบอะไร แต่สำหรับผมแล้วการ์ดชุดนี้มีคำตอบพร้อมคำอธิบายให้ผมเสมอ

การ์ดนี้ขายเป็นชุดรวมกับหนังสือ The Science of Getting Rich (The Visual Book) พิมพ์ 4 สี เป็น The Science of Getting Rich เวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ครบเครื่องที่สุด และอ่านง่ายที่สุดแล้ว

ชุดหนังสือ The Science of Getting Rich : Visual Book พร้อมการ์ด The Science of Getting Rich แบบพรีเมี่ยม ราคา 2,040 บาท (รวมค่าส่งแล้ว)

สามารถขอดูตัวอย่างได้กับทีมงานได้เลย ไลน์ @ohmpiang (ใส่ @ ด้วย)

ผมขอบังอาจแนะนำว่า อย่าคิดว่าเคยอ่าน The Science of Getting Rich เวอร์ชั่นที่ผมแปลแล้วอันนี้ไม่ต้องก็ได้มั้ง เพราะตรงกันข้าม ยิ่งถ้าเคยอ่านที่ผมแปลยิ่งต้องมีเวอร์ชั่นนี้

OHMPIANG
เจษ ธีระธรณ์